เชียงใหม่
กรกฎาคม 29, 2014, 11:46:03 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: SMF - Just Installed!
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

korat

หน้า: [1] 2 3 ... 39
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท :พระอริยเจ้าผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง( และวัตถุมงคล)  (อ่าน 89814 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
thee
Hero Member
*****
กระทู้: 1301


เข้มแข็งและมีเกียรติ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2009, 07:24:55 PM »

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท

วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี



พระอริยเจ้าผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง

พระเดชพระคุณหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระอริยเจ้าผู้เด็ดเดี่ยวอาจหาญในสายกรรมฐานของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้รับการยกย่องจากท่านพระอาจารย์มั่นว่า ?เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง? อุปนิสัยของท่านเป็นคนตรงไปตรงมา มีปฏิปทายอมหักไม่ยอมงอ ท่านสละอวัยวะ ทรัพย์และชีวิตเพื่อธรรม เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที จงรักภักดีต่อท่านพระอาจารย์มั่น ยิ่งกว่าชีวิต ท่านได้รับความไว้วางใจจากท่านพระอาจารย์มั่น ให้เดินทางไปเฝ้าอุปัฏฐากหลวงปู่เสาร์ ซึ่งอาพาธหนักถึงนครจำปาศักดิ์ประเทศลาว จนกระทั่งหลวงปู่เสาร์มรณภาพ

ประวัติ ปฏิปทา คติธรรม ของท่านอาจแตกต่างจากพระกรรมฐานรูปอื่นในแง่ปลีกย่อย ท่านไม่กว้างขวางเรื่องปริยัติธรรมภายนอก รอบรู้เฉพาะเรื่องจิตตภาวนา อันเป็นธรรมภายใน ท่านปฏิบัติลำบากแต่รู้เร็ว คำสอนของท่านก็เป็นประเภทปัจเจกะ มุ่งเน้นทางด้านจิตใจเป็นส่วนใหญ่ประกอบกับท่านมีบารมีธรรมที่บ่มบำเพ็ญมาแต่ชาติปาง
ก่อนเป็นสิ่งช่วยเกื้อหนุนอยู่อย่างลึกลับ การปฏิบัติของท่านจึงนับว่ารู้ธรรมเร็วในยุคปัจจุบัน

ท่านจึงเป็นแบบอย่างทางสงบแก่โลกที่ระงมปนเปื้อนไปด้วยกองทุกข์นานัปการ ท่านสอนให้พวกเรามองอะไร ไม่ควรมองแต่ด้านเดียว การมองอะไร ไม่เพียงใช้สายตาเป็นเครื่องตัดสินเท่านั้น แต่ต้องใช้แววตาคือ ปัญญา เพราะผู้ปฏิบัติธรรมไม่ควรมองข้ามปมคำสอน เพียงเพราะสายตาเท่านั้น ควรพิจารณาให้ถ้วนถี่ เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่สอ่งแสงสว่างแก่โลก ย่อมไม่ละเลยทั้งกอไผ่และภูผา

หลวงปู่เจี๊ยะท่านจึงเป็นผู้มีจิตอิสระมานานไม่เกี่ยวเกาะยึดติดพัวพันในบุคคล กาล สถานที่ การปฏิบัติของท่านมุ่งเน้นที่ผลการปฏิบัติมากกว่ารูปแบบแห่งการปฏิบัติ เพราะนี่เป็นนิสัยสะท้านโลกาและปฏิปทาที่เป็นปัจจัตตัง ยากที่ใครๆ จะเลียนแบบได้

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้กล่าวยกย่องชมเชยในคุณธรรมว่า ?พระอาจารย์เจี๊ยะ เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง เป็นเพชรน้ำหนึ่งที่หาได้โดยยากยิ่ง?

ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๙ ตรงกับวันอังคาร เดือน ๗ ขึ้น ๖ ค่ำ ปีมะโรง ณ บ้านคลองน้ำเค็ม ตำบลคลองน้ำเค็ม อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เป็นบุตรของนาย ซุ่นแฉ และ นางแฟ โพธิกิจ

ในวัยหนึ่งทำมาค้าขายผลไม้ นิสัยออกจะติดทางนักเลง ต้นตระกูลเป็นคนตรงไปตรงมา เป็นคนจริงจังในหน้าที่การงาน ยอมหักแต่ไม่ยอมงอพูดจาโฮกฮากไม่กลัวคน

ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ เวลา ๑๖.๑๙ น. ณ พัทธสีมาวัดจันทนาราม ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรีโดยมี พระครูครุนารถสมาจาร (เศียร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพัฒน์พิหารการ (เชย) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านได้ร่วมปฏิบัติธรรมจำพรรษากับท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ที่เสนาสนะป่าช้าผีดิบบ้านหนองบัว ปัจจุบันคือวัดทรายงาม จังหวัดจันทบุรี

ท่านปฏิบัติกรรมฐานด้วยอิริยาบถ ๓ คือ ยืนภาวนา เดินจงกรม นั่งสมาธิ แบบสละตาย ด้วยการตั้งสัจจะอธิษฐานว่า
?ข้าพเจ้าจะถือเนสัชชิ คือในเวลาค่ำคืนไม่นอนตลอดไตรมาส ด้วยพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ ถ้าว่าแม้นข้าพเจ้าไม่ทำตามสัจจะนี้ ขอให้ข้าพเจ้าถูกฟ้าผ่าตาย แผ่นดินสูบตาย ไฟไหม้ตาย น้ำท่วมตาย แต่ถ้าหากว่าข้าพเจ้าปฏิบัติตามสัจจะที่ตั้งไว้ได้ ขอจงเป็นผู้เจริญงอกงามในธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเทอญฯ?

พรรษาที่ ๓ จิตของท่านเกิดรวมครั้งใหญ่ใต้ต้นกระบก ด้วยการหยั่งสติปัญญาลงในกายานุปัสสนา หยั่งลงสู่ความจริงประจักษ์ใจ โลกสมมุติทั้งหลายไม่มีปรากฏขึ้นกับใจ ประหนึ่งว่าแผ่นดินแผ่นฟ้าละลายหมด เหลือแต่จิตดวงบริสุทธิ์เท่านั้น

ปลายปี พุทธศักราช ๒๔๘๒ ท่านได้กราบลาท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ และท่านพ่อลี ธมฺมธโร เดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับสหธรรมิก คือท่านพระอาจารย์เฟื่อง โชติโก เพื่อนำธรรมที่รู้เห็นไปเล่าถวายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต

เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เมื่อถึงเสนาสนะวัดร้างป่าแดง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ท่านพระอาจารย์มั่นทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าโดยตลอด จึงปูอาสนะนั่งรอท่าอยู่บนแคร่น้อยๆ เมื่อได้โอกาสอันสมควรจึงได้เล่าเรื่องภาวนาให้ท่านพระอาจารย์มั่นฟังว่า ?ได้พิจารณากาย จนกระทั่งใจนี้มันขาดไปเลย? ท่านพระอาจารย์มั่นนั่งฟังนิ่ง ยอมรับแบบอริยมุนี ไม่คัดค้านในสิ่งที่เล่าถวายแม้แต่น้อย

ต่อมาอีกไม่นานนัก ฟันของท่านพระอาจารย์มั่นหลุดแล้วท่านก็ยื่นให้ การที่ท่านมอบฟันให้นั้น หลวงปู่เจี๊ยะเล่าว่า ?ท่านคงรู้ได้ด้วยอนาคตังสญาณ ว่าเราจะมีวาสนาสร้างภูริทัตตเจดีย์บรรจุทันตธาตุถวายท่านเป็นแน่แท้?

ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๘๓-๒๔๘๕ หลวงปู่เจี๊ยะเป็นพระคิลานุปัฏฐาก และเป็นปัจฉาสมณะ เป็นประดุจเงาติดตามตัวท่านพระอาจารย์มั่นมาโดยตลอด เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นรับนิมนต์ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เดินธุดงค์จากทางภาคเหนือมาย
ังภาคอีสาน พักจำพรรษาที่เสนาสนะป่าเป็นที่ทิ้งศพโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี ๒ พรรษา จึงธุดงค์จาริกต่อไปยังจังหวัดสกลนคร พักจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ที่เสนาสนะป่าบ้านโคกนี้เอง ท่านพระอาจารย์มั่นได้กล่าวชมเชยในคุณธรรมและนิสัยวาสนาของหลวงปู่เจี๊ยะท่ามกลางหมู
่สงฆ์ว่า ?ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ท่านผู้นี้ปฏิบัติลำบากแต่รู้เร็ว ปฏิบัติเพียง ๓ ปี เท่ากับเราปฏิบัติภาวนามาเป็นเวลา ๒๒ ปีอันนี่อยู่ที่นิสัยวาสนาเพราะนิสัยวาสนาของคนมันต่างกัน?

ต้นปีพุทธศักราช ๒๔๙๒ ขณะที่ท่านเข้าที่หลีกเร้นภาวนาในดงป่าลึก ณ เชิงเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เกิดป่วยเป็นไข้มาลาเรียอย่างหนัก ในขณะที่ป่วยหนักนั้นท่านเล่าว่า ?จิตเป็นธรรมชาติที่อัศจรรย์ตลอดเวลา พิจารณาจนกระทั่งจิตมันดับหมด หยุดความคิดค้น จิตปล่อย วางสิ่งทั้งปวง คว่ำวัฏฏจักร วัฏฏจิต แหวกอวิชชา และโมหะอันเป็นประดุจตาข่าย กิเลสขาดสะบั้นออกจากใจ จิตมีอิสระอย่างสูงสุดเกินที่จะประมาณได้?

ต้นปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ หลังจากถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่นแล้วท่านจึงย้อนกลับไปจังหวัดจันทบุรีอันเป็นบ
้านเกิด เพื่อโปรดโยมมารดาซึ่งป่วยหนัก ด้วยหวังจะทดแทนบุญคุณข้าวป้อนด้วยอรรถด้วยธรรม ท่านจึงดำริปักหลักสร้างวัดเขาแก้ว ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง และได้สร้างวัดบ้านสถานีกสิกรรม อำเภอพลิ้ว ถวายหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน

ปีพุทธศักราช ๒๕๒๐ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชได้นิมนต์ท่านมาเป็นเจ้าอาวาสและร่วมสร้างวัดญาณสังวราราม จังหวัดชลบุรี

ปีพุทธศักราช ๒๕๒๖ คณะศรัทธาได้ถวายที่ดินบริเวณบ้านคลองสระ ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี แก่หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงตาได้นิมนต์ท่านมาอยู่เป็นเจ้าอาวาส และท่านได้สร้าง ?วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม? และอยู่จำพรรษามาโดยตลอด

แม้ว่าท่านจะเป็นพระเถระผู้ใหญ่และได้สร้างวัดวาอารามใหญ่โตแล้ว ท่านก็ยังเที่ยวภาวนาตามป่าตามเขาท้องถ้ำและเงื้อมผา จนกระทั่งร่างกายเดินไม่ไหว

ท่านละขันธ์เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานด้วยความสงบและอาจหาญในธรรม ณ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เวลาประมาณ ๒๓.๕๕ น. สิริอายุรวม ๘๘ ปี ๒ เดือน ๑๗ วัน ๖๘ พรรษา


จากหนังสือ พระธุตังคเจดีย์ เจดีย์แห่งพระอรหันต์
วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
บันทึกการเข้า


thee
Hero Member
*****
กระทู้: 1301


เข้มแข็งและมีเกียรติ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2009, 07:30:47 PM »

ในวงศ์พระกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่เจี๊ยะจะเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี เป็นที่ยอมรับเรื่องธรรมภายใน กิริยาภายนอกที่สบาย ๆ ของท่านนั้นทำให้เป็นเหมือนม่านบังปัญญา บังตาเนื้อของชาวโลกที่นิยมชื่นชมด้านวัตถุชอบมองแต่สิ่งสวยงามภายนอก แต่ไม่เคยหันกลับมาย้อนดูภายในใจตน จึงมองท่านไม่ออก บอกไม่ถูก ผู้ไม่เท่าถึงในสิ่งที่มี ที่เป็น ที่ปรากฏภายในจิต เพราะธรรมชาติของจิตที่บริสุทธิ์ไม่มีอาการลวงเหมือนอาการทางกายวาจา

ศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นทั้งหลายมี หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงตามหาบัว ญาณสมปนฺโน ครูบาอาจารย์ที่เป็นดั่งอาจารย์ของท่านและคุ้นเคยเป็นอย่างดีนี้ เมื่อทราบว่าหลวงปู่เจี๊ยะอยู่ที่ใด มักจะแวะเยี่ยมและสนทนาธรรมอยู่เสมอ มิได้ขาด เสมือนอย่างว่าสายใยแห่งธรรมชักนำให้ดึงดูดต่อกันมิรู้ลืม

ท่านเป็นประเภทตรงไปตรงมา การพูดการจาจึงเป็นดั่งโบราณท่านว่า ?น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย? คือคำสอนของท่านเผ็ดร้อน เป็นความจริงมันอาจจะไม่ถูกใจเรา ท่านไม่พูดเอาใจเรา แต่คำสอนนั้นเมื่อนำมาประพฤติปฏิบัติ ก็เกิดผลดีกับชีวิตจิตใจเราได้จริงๆ คำสอนประเภทนี้อาจไม่ถูกใจคนบางคนที่นิยมการยกยอปอปั้น แต่เป็นคำสอนประเภททะลุทะลวงเพื่อเข้าสู่ความจริง

น้ำร้อน คือคำพูดที่เผ็ดร้อนจริงๆ จังๆ ปลาเป็น คือทำให้คนธรรมดากลายเป็นคนดีขึ้นมาได้ การพูดการสอนแบบนี้เรียกว่า ?น้ำร้อนปลาเป็น?

นัยทางตรงกันข้าม คำสอนประเภท น้ำเย็นปลาตาย พูดจาไพเราะเพราะพริ้งคุณโยมอย่างนั้นอย่างนี้ ยกยอเอาเสียจนคนมาปฏิบัติธรรมไม่รู้ความผิดของตนพูดจาเอาอกเอาใจ โดยไม่มุ่งสอนตามความเป็นจริง ทำให้คนที่เข้ามาแสวงหาความดีกลับกลายเป็นคนเสียคนไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าเป็นธรรมะ ก็คือธรรมะเอาอกเอาใจ เอาอกเอาใจเขาเพื่อทำให้เขาศรัทธาในตัวเอง เขาพอใจเขาก็ศรัทธา เขาไม่พอใจเขาก็ไม่ศรัทธา การพูดการสอนแบบนี้ มุ่งเน้นให้คนมาชอบศรัทธาในตนมากกว่าสอนเขาให้เข้าใจในพระสัทธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

น้ำเย็น ก็คือคำพูดที่ฟังแล้วชุ่มฉ่ำเย็นใจสำหรับมนุษย์ที่ชอบความนิ่มนวลอ่อนหวาน แต่แฝงไปด้วยพิษร้าย เพราะไม่ใช่คำจริงเพื่อถึงความจริง คำพูดฟังดูดีแต่ทำตามแล้วกลับมีผลเสียตามมาทีหลัง

ปลาตาย คือเป็นคนตายทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่า ตายทั้งเป็น ผู้สอนก็ตายจากคุณงามความดี ผู้ฟังก็ตายจากการได้รับสัจจะความจริงแห่งพระสัทธรรมการพูดการสอนแบบนี้เรียกว่า ?น้ำเย็นปลาตาย?

การเขียน-ทำประวัติของท่าน จึงมีแนวโน้มนำเสนอแบบตรงไปตรงมาเหมือนอุปนิสัยขององค์ท่านเอง คณะผู้จัดทำเดินทางไปถึงวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๓ เมื่อกราบนมัสการและกราบขอให้ท่านเล่าประวัติขององค์ท่านเองให้พวกเราฟัง หลวงปู่เจี๊ยะท่านกำลังนอนขาพาดเก้าอี้หวายอยู่หน้ากุฏิ อันเป็นที่พำนักจำพรรษามานานตั้งแต่ขณะที่ท่านยังแข้งขาดีอยู่ จนถึงเวลานี้ที่ธาตุขันธ์ทรุดโทรมไปมากแล้ว นั่งนานๆ ก็ไม่ได้ ความจำก็หลงลืมไปบ้าง แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคเพื่อที่จะเข้าถึงความจริงแห่งชีวิต แต่ท่านเองกลับแสดงกิริยาท่าทางสอนเราว่า นี่แหละเป็นธรรมะที่เราทุกคนควรจะนำไปพินิจพิจารณาเพื่อสอนตน

เมื่อได้กราบเรียนวัตถุประสงค์พวกเราให้ท่านทราบแล้ว ท่านแสดงความเมตตาที่จะให้พวกเราจัดทำประวัติ เพื่อพุทธศาสนิกชนรุ่นหลังจะได้ระลึกตาม อันเป็นแบบอย่างแห่งชีวิต และเป็นอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งต่างออกไปจากครูบาอาจารย์ทั้งหลายซึ่งทรงคุณค่าและเป็นคติธรรมอันดีงามได้เช่นเดียวกัน

สมญานาม ?ผ้าขี้ริ้วห่อทอง?

?หลวงปู่เจ้าค่ะ? อุบาสิกาคนหนึ่งกราบเรียนถามขึ้น พร้อมๆกับพนมมือขึ้นเหนือเศียรเกล้า เพื่อขอโอกาสเรียนถาม ?หลวงตามหาบัวฯ พูดที่สวนแสงธรรมชมหลวงปู่มากว่าเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง เป็นเหมือนพระทองคำถูกปูนโบกไว้ด้วยปูน แต่เวลานี้หลวงตาท่านกำลังกะเทาะปูนออก ให้คนทั้งหลายได้เห็นพระทองคำที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน อันมีค่าเหลือประมาณไม่ได้ เมื่อใดที่คนเขาไม่รู้ว่าเป็นพระทองคำ พระนั้นก็เหมือนพระปูนธรรมดา แต่เมื่อใดที่คนทั้งหลายมาทราบว่า ภายนอกเป็นปูนแต่ภายในเต็มไปด้วยทองคำ ทองคำเช่นนั้นย่อมจะเป็นประโยชน์มหาศาล เป็นสมบัติอันล้ำค่า ตอนนี้หลวงตาท่านบอกว่า กำลังกะเทาะปูนออกให้คนดู หลวงปู่รู้บ้างหรือเปล่าที่หลวงตาท่านชื่นชม และหลวงปู่มีความคิดเห็นว่าอย่างไร??

?ครูบาอาจารย์ท่านชมก็นับว่าเป็นสิริมงคลดี? หลวงปู่กล่าวขึ้นพร้อมๆ กับยกกระโถนขึ้นมาบ้วนน้ำลาย แล้วกล่าวต่อไปว่า ?อย่าว่าแต่ชมเลย แม้ท่านติก็นับว่าเป็นสิริมงคลดี เพราะทั้งการชมการตำหนิ ล้วนเป็นไปด้วยเหตุผลอันประกอบด้วยธรรมทั้งนั้น?

คำพุดที่อาจารย์มหาบัวเรียกเราว่า ?ผ้าขี้ริ้วห่อทอง? นั้น จริงๆแล้วท่านพระอาจารย์มั่นเป็นผู้ที่เรียกองค์แรก สงสัยท่านไปได้ยินท่านพระอาจารย์มั่นเรียกจึงเรียกตาม หรือบางทีท่านอาจจะเรียกขึ้นเองด้วยความเมตตา การพูดทั้งนี้ทั้งนั้นท่านอาจารย์มหาบัว ท่านไม่ได้มาพูดกับเรา แต่ท่านนำเรื่องของเราไปพูดถึง ตามปกติท่านก็เมตตาเรามากอยู่ พระลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นที่เป็นกัลยาณมิตรที่สนิทชิดเชื้อมากคือ พระอาจารย์ฝั้น, หลวงปู่ขาว, ท่านอาจารย์มหาบัว, หลวงปู่ชอบ, หลวงปู่หลุย ฯลฯ

ท่านอาจารย์มหา(บัว) ท่านชมว่าเหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง ท่านพูดให้โยมฟัง ท่านไม่ได้พูดกับอาตมา แสดงว่าท่านต้องการสอนพวกโยมนั่นแหละ ชีวิตคนบนโลกนี้มันก็เป็นเหมือนผ้าขี้ริ้ว เป็นเหมือนถังขยะทั้งนั้นแหละโยม บรรจุเอาแต่สิ่งที่สกปรกโสโครก นินทา-สรรเสริญ สุข-ทุกข์ ทรัพย์-สมบัติ ลาภ-ยศ ตลอดจน เกียรติยศ-เกียรติภูมิ ที่พวกเราทั้งหลายแบกหามหวงแหนกันอยู่นี่ สิ่งเหล่านี้ภาษาธรรมท่านเรียกว่า ?ผ้าขี้ริ้วหรือถังขยะ หรือก้อนเขฬะน้ำลายที่พระพุทธเจ้าทรงบ้วนทิ้ง? เอาสาระคุณกับมันมากนักไม่ได้ เพราะเป็นเพียงส่วนเกินหาใช่ส่วนจริงไม่ เพียงแต่เราพิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ไม่ประมาท มีสติอยู่ทุกเมื่อ ย้อนพิจารณาเข้ามาในตนด้วยความเป็นธรรม เราก็จะทราบไม่หลงไม่เสียใจ เมื่อหันกลับมามองดูตัวและดูใจเราเองแล้ว ถ้าเราเกิดมาเป็นมนุษย์ไม่หลงตัวลืมตน ไม่เพลิดเพลินกับสิ่งชั่วเสียหาย หาอุบายพากันมาสร้างคุณงามความดี ปลีกตัวอย่ามั่วสุมจนหลงลืม พยายามสร้างความดีให้ความดีผุดโผล่ขึ้นมาในใจ เหมือนดอกบัวที่มันจมอยู่ในโคลนตม น้ำโคลนเหลวๆ ที่คนว่าสกปรกนั่นแหละเป็นปุ๋ยได้อย่างดี ทำให้ดอกบัวงดงาม กิ่งก้านใบชูชันขึ้นมาได้ ตรงกันข้ามถ้าน้ำนั้นสะอาดเหมือนน้ำดื่ม แม้โคลนตมก็ไม่มี ดอกบัวคงเกิดไม่ได้มีแต่ตายอย่างเดียว ธรรมชาติของชีวิตที่เวียนว่ายอยู่ในวัฏวนที่แท้จริงมันก็เป็นเช่นนั้น ถ้าเราฝ่าอันตรายคือ ความหมักหมมโง่หลง ก็จะเห็นความบริสุทธิ์สว่าง เพราะเบื้องต้นแห่งจิตชีวิตกรรมวิบากของแต่ละบุคคลมันเป็นเช่นนั้นนะ ชีวิตที่ดีเลิศประเสริฐศรีจนมองไม่เห็นความจริงแท้อะไรก็เช่นเดียวกัน มักเป็นผู้โง่เขลาในเรื่องชีวิต

พระพุทธองค์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าพระองค์ไม่เห็นแก่นแท้ของชีวิตพระองค์ก็จะไม่ทรงตัดสินพระทัยอย่างมั่นแม่นเพื่อการบรรพชา แต่พระองค์ทรงพิจารณาเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มนุษย์ยังชื่นชมว่าดี ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้ไม่มีคุณค่าราคาอะไรเลย ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันเป็นเพียงของทิ้ง เป็นเพียงผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งที่ใช้แล้วจำต้องทิ้ง ใครที่ทะนุถนอมสิ่งของที่ต้องทิ้ง ต้องบูดเน่า คนนั้นก็นับได้ว่าเป็นคนบ้าและโคตรโง่เลยทีเดียว แต่ที่พระองค์จะมีจิตเบื่อหน่ายในสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นเพราะพระบารมีญาณ ที่พระองค์สั่งสมมาหลายแสนชาติ มาเตือน ทำให้อินทรีย์แก่กล้า จึงทำให้พระองค์สละได้ง่าย การที่พระองค์สละทุกอย่าง มิใช่สละได้ในวันนั้นเพียงวันเดียว แต่พระองค์บำเพ็ญเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณมาตั้งนานแล้ว

ชีวิตนี้เป็นประดุจผ้าขี้ริ้ว เป็นเหมือนถังขยะที่คอยเก็บอานิสงส์ของกรรมดีชั่ว แล้วก็ให้ผลแก่เราเป็นผู้เสวย ถ้าเรานำชีวิตที่เราพิจารณาเห็นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว น้อมพิจารณาให้เกิดธรรมะขึ้นภายในใจ ธรรมที่เกิดขึ้นภายในใจนั่นแหละจะเป็นเหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทองขึ้นมาทันที เพราะร่างกายของคนนี้ไม่มีค่า มันมีค่าอยู่ที่หัวใจที่มีธรรม รูปธรรมทุกๆ อย่างจึงเป็นผ้าขี้ริ้ว นามธรรมคือหัวใจ ที่ฝึกปฏิบัติ จนได้เห็นธรรมตามความสามารถ นั่นแหละเป็นทอง คือธรรมสมบัติอันล้นค่า ปรากฏเด่นขึ้นมาเป็นสักขีพยาน

แต่ถ้าพวกเราไม่สนใจในการฝึกจิตรักษาใจ สร้างคุณงามความดีแล้วละก็ คนประเภทนี้ก็อาจเรียกได้ว่า ?ผ้าขี้ริ้วห่อก้อนขี้หมา? เพราะเกิดมาเป็นมนุษย์ไม่รู้จักคุณค่าของคนแล้วยังไม่พอ ยังกลับไม่รูจักค่าของคุณงามความดีด้วย คือการปฏิเสธความดี แต่จิตนี้มั่งมีไปด้วยความชั่วเสีย เกิดเป็นคนแต่ใจไพล่ไปในทางเปรตผี รูปร่างแบ่งแยกมนุษย์ให้รู้ว่าสวยขี้เหร่อย่างใด ใจก็แบ่งแยกมนุษย์เรื่องดี-ชั่ว สะอาด-สกปรก ได้อย่างนั้นเหมือนกัน

เกิดเป็นคนเหมือนกันแต่ใจมันไม่เหมือนกัน ใจนี่แหละทำให้คนต่างกัน ไม่ใช่ร่างกาย ทรัพย์สมบัติเงินทองของนอกกาย

พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา แต่พระทัยของพระองค์เป็นโลกวิทู รู้แจ้งโลก ที่ต่างจากมนุษย์ทั่วไปก็คือพระทัยของพระองค์ที่บริสุทธิ์นั่นแหละ พระอรหันต์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ท่านก็เป็นคนเหมือนพวกเรา แต่ท่านไม่เหมือนพวกเราในเรื่องหัวใจที่ใสบริสุทธิ์ คือเป็นคนเหมือนกันแต่หัวใจมันต่างกัน ท่านผู้ประเสริฐมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเหล่านี้ ท่านเป็นผู้ฝึกตนมาดี เก็บเกี่ยวเอาทุกๆ เรื่องมาสอนตน ในที่สุดท่านก็กลายเป็นผู้ประเสริฐขึ้นมาได้ท่ามกลางโลกที่โสมม

เมื่อองค์หลวงปู่พูดจบลงท่านก็ยิ้มน้อยๆ ทำให้พวกเราอัศจรรย์ใจในวาทะวาทีขององค์ท่านที่คมคาย ทำให้นึกขึ้นมาได้ในใจว่า พระทองคำที่องค์หลวงตากำลังกะเทาะออกให้คนได้ดูชมนั้น ช่างเป็นความจริงเสียเหลือเกิน ทำให้อยากค้นหาในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาที่สถิตย์อยู่ภายในใจองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะองค์ท่านก็คือ เพชรน้ำหนึ่งของพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดประกายแสงสว่างย่อมปรากฏให้ผู้คนที่ต้องการทราบความจริงแห่งชีวิตได้พบเห็นและค้นคว้า

บันทึกการเข้า


thee
Hero Member
*****
กระทู้: 1301


เข้มแข็งและมีเกียรติ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2009, 07:32:47 PM »


?น้า ? และไม้คานที่โยมพ่อของหลวงปู่ใช้ใส่เสื้อผ้าหาบมาจากเมืองจีน(ชำรุดไปบางส่วน)


ก่อนจะบวชหลวงปู่ทำอะไรมาบ้างครับ ขอหลวงปู่โปรดเมตตาเล่าประวัติให้ฟังด้วยครับ?

?ถ้าจะย้อนอดีต มันนานมาแล้ว เราก็จำได้ไม่มากนัก? หลวงปู่เอ่ยขึ้นในขณะที่เอนหลังลงบนม้านอนหวายยาว ๆ ด้านหน้ากุฏิ ท่าทางท่านกำลังนึกคิดจนคิ้วขมวดแล้วท่านก็นั่งอยู่พักใหญ่ ๆ

?การจดการจำชีวิตคนเรามิใช่ว่าเราจะจำได้หมด ยิ่งตอนนี้แก่แล้ว มันก็จำไม่ค่อยได้ ประวัติจะเอาไปทำไมนะ?? ท่านถามย้ำ

?พวกเกล้ากระผมคิดว่า เวลานี้ครูบาอาจารย์ก็เหลืออยู่น้อย พระลูกศิษย์หลวง(ู่มั่นแต่ละองค์ก็ล้วนมีความสำคัญ หลวงปู่เองก็เป็นหนึ่งในนั้น และเป็นหนึ่งในไม่กี่องค์ที่ได้เดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่มั่น ปฏิปทาแต่ละองค์ก็ต่างๆ กันออกไป การนำปฏิปทาชีวประวัติแต่ละท่านมาศึกษา จะเป็นประโยชน์อันใหญ่ยิ่ง ถ้าไม่จดจารึกขีดเขียนไว้ก็จะสูญหายไปตามกาลเวลา ยิ่งคำว่า ?ผ้าขี้ริ้วห่อทอง? ในพระกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นก็จะมีแต่เพียงคำพูด แต่ไม่มีรายละเอียดให้ศึกษาว่าคำว่า ?ผ้าขี้ริ้วห่อทอง? เป็นอย่างไร??

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงปู่เป็นสหธรรมิกของหลวงตามหาบัว ซึ่งเป็นพระที่คนทั้งประเทศและต่างชาตินับถือ อีกทั้งเป็นองค์ประมุขประธานของโครงการช่วยชาติที่คนไทยทั้งชาติให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับองค์หลวงตามหาบัว ท่านได้ทำประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไว้กับพระพุทธศาสนา ดำรงหลักธรรมหลักวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะหลักธรรมตามธรรมชาติอันเป็นลักษณะโดดเด่นของพระป่า ยิ่งองค์หลวงปู่ด้วยแล้ว องค์หลวงตาได้ชมเชยและให้ฉายานามว่า ?ผ้าขี้ริ้วห่อทอง? เพื่อยืนยันคำนั้น พวกเกล้าฯ จึงขันอาสามาพิสูจน์เพื่อจะได้รู้เห็นตามความเป็นจริง เท่าที่ปัญญาน้อยนี้จะทราบได้ และเพื่อนำไปเผยแพร่ให้ศิษยานุศิษย์และชาวพุทธได้ศึกษาและปฏิบัติสืบต่อไป

บันทึกการเข้า


thee
Hero Member
*****
กระทู้: 1301


เข้มแข็งและมีเกียรติ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2009, 07:36:23 PM »


แผ่นปานดำที่หลังหลวงปู่

โยมพ่อมาจากประเทศจีน

?เออ...ถ้าอย่างนั้นเราก็จะเล่าให้ฟัง อัดเทปหรือยัง?? องค์ท่านถามขึ้น พร้อมกับบ้วนน้ำลายใส่กระโถนเสียงดังปิ๊ดๆ แล้วก็ขากถุยๆ

?อัดแล้วครับปู่ ตั้งกล้องวิดีโอถ่ายด้วยนะครับ คนเขาจะได้ตำหนิไม่ได้ว่าเกล้าฯ นั่งเทียนเขียน?

?เออ...อย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน? พูดเสร็จแล้วท่านก็ฉันน้ำชา ฉันน้ำ เช็ดปากมาดลูกคอหน่อย ๆ เสียงดังแอ้ม ๆ


 
?เริ่มแรกทีเดียว พ่อกับน้องชายที่บ้านติดกัน พากันมาจากประเทศจีน มาแสวงหาชีวิตและสิ่งที่ดีกว่าที่เมืองไทย การเดินทางก็ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวมา มีแต่เสื้อผ้าและน้า (ตะกร้าไม้ไผ่สานของจีน) สำหรับใส่เสื้อผ้า ใช้ไม้คานหาบคอนมาขึ้นเรือ ภาษาจีนเรียก ?น้า? ลักษณะมันคล้ายๆ ชะลอมคนสมัยก่อนเวลาจะเดินทางไปไหนมาไหน หรือเวลาไปเรี่ยไรเงินสังกะจาด เขาจะถือไป เพื่อเอาไปใส่สิ่งของอะไรๆ

สมัยก่อนไปไหนต้องเดินด้วยเท้าทั้งนั้น ไม่มีรถยนต์ พ่อเป็นคนแข็งแรง เดินจากหนองบัวไปเก็บค่าเช่านาที่สี่เจียมเทียน ระยะทางหลายสิบกิโลยังเดินไป เดินไปถึงแล้วเสร็จธุระก็ต้องเดินกลับเพราะจากหนองบัวมาพริ้ว ๕ กม. จากพริ้วไปถึงดงชิงคงอีกราว ๆ ๑๐ กม. จากอีมุยไปสี่เจียมเทียนอีกสิบกว่ากิโล พ่อเป็นคนหมั่นขยันมาก

สาเหตุที่ชื่อ ?เจี๊ยะ?

?เดิมจริง ๆ เขาเรียกกันว่า ?โอวเจี้ยะ? แปลว่าหินดำ เพราะเรามีปานดำที่แผ่นหลัง แต่มาภายหลังเรียกสั้นๆ ว่า เจี๊ยะ นี่...ปานนี้อยู่ข้างหลังนี่ อันนี้ถ่ายรูปไว้ด้วย เดี๋ยวคนเขาไม่เชื่อหาว่าเราโกหก? พูดเสร็จแล้วท่านก็หัวเราะเสียงดังๆ แล้วก็หันหลังเปิดอังสะให้ถ่ายรูป

?ปานดำที่แผ่นหลังนี่มันดีนักหนา คนสงขลามาเห็นเข้าตอนที่ไปธุดงค์ทางภาคใต้ มันถึงกับพูดว่า

โอ๊ย..! ท่านอาจารย์มีของดีโว้ย

มันดีอะไร เราถามมัน

ก็ที่แผ่นหลังท่านอาจารย์ไง ปานดำเต็มแผ่นหลังมันหายากนะ

พอพูดเสร็จเขาก็ขอดูด้วยความชอบอกชอบใจ?

จริง ๆ แล้ว คำว่า ?โอวเจี้ยะ? มีความหมายในทางธรรมอีกอย่างหนึ่ง คนที่มีปานประเภทนี้ จะต้องเป็นคนมีจิตใจแข็งแกร่งดุจศิลาแลง ทนร้อน ทนหนาว ทนทุกข์ ทนสุข อดทนได้ รับได้ แก้ไขได้ทุกสภาวะกาล เหมือนจะเป็นธรรมะเตือนเราว่า จงทำจิตใจให้เข้มแข็งดุจแผ่นหิน ใครจะนำเอาของสกปรกมาเทใส่แผ่นหินก็คงนิ่งอยู่อย่างนั้น ใครจะนำเอาน้ำหอมมาเทใส่แผ่นหินนี้ ก็คงอยู่อย่างนั้นเหมือนเดิม ไม่หวั่นไหว ไม่โยกคลอน หรือโอนเอนไปกับอารมณ์ตางๆ ที่มายั่วเย้า หลอกลวง ตอนหลังเขามาเรียกสั้นๆ ว่าเจี๊ยะๆ หมายถึงกิน กินเก่งไป (หัวเราะ
บันทึกการเข้า


thee
Hero Member
*****
กระทู้: 1301


เข้มแข็งและมีเกียรติ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2009, 07:38:41 PM »





โยมบิดาและโยมมารดาของหลวงปู่เจี๊ยะ?

?ก่อนจะบวช......พื้นเพโยมพ่อเป็นคนจีน เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองจีนมาอยู่เมืองไทยตอนนั้นพ่ออายุประมาณ ๒๐ กว่า ๆ มาอยู่คลองน้ำเค็ม มาเจอโยมมารดาที่นั่น โยมแม่เป็นลูกครึ่งจีนที่เกิดในเมืองจันท์ พอแต่งงานกันแล้วก็ย้ายมาอยู่ตำบลหนองบัว โยมพ่อโยมแม่เป็นผู้ที่สนใจในพระพุทธศาสนา ไม่เพียงแต่พ่อแม่เท่านั้น ปู่ย่า ตายาย ก็สนใจในพุทธศาสนา...ก็พวกเราเป็นชาวพุทธอยู่ฮิ...? หลวงปู่พูดเป็นภาษาสำเนียงจันทบุรีแบบน่าฟัง

โยมบิดาซื่อ ซุ่นแฉ่ โพธิกิจ (แซ่อึ้ง) โยมมารดาชื่อแฟ โพธิกิจ ตอนแรกอยู่ที่เมืองจันทบุรี มีอาชีพค้าขาย มีพี่น้องร่วมสายโลหิตด้วยวัน ๗ คน ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นลูกเลี้ยงที่โยมพ่อโยมแม่นำมาเลี้ยง เป็นประดุจพี่สาวคนโต เพราะในครอบครัวทุกๆ คนมีความรู้สึกว่าพี่พิมพ์เป็นพี่สาวคนโตจริงๆ ถ้าจะนับพี่คนใหญ่คนนี้เข้าไปด้วยก็เป็น ๘ คน

สำหรับเราเอง เกิดวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๙ ที่บ้านคลองน้ำเค็ม ตำบลคลองน้ำเค็ม อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ตรงกับวันอังคาร เดือน ๗ ขึ้น ๖ ค่ำ ปีมะโรง เป็นบุตรคนที่ ๔ มีพี่น้อง ๗ คน และพี่บุญธรรมที่พวกเราทุกคนรักอีก ๑ คน รวมเป็น ๘ คน มีลำดับดังนี้

๑. นางพิมพ์ โพธิกิจ (เสียชีวิต) พี่บุญธรรม

๒. นางฮุด แซ่ตัน (เสียชีวิต)

๓. นายสง่า โพธิกิจ (เสียชีวิต)

๔. นางสาวละออ โพธิกิจ (เสียชีวิต)

๕. ตัวเราเอง (หลวงปู่เจี๊ยะ)

๖. นางสาวละมุน โพธิกิจ เป็นข้าราชการครู (เสียชีวิต)

๗. นางลักขณา (บ๊วย) เกิดในมงคล

๘. นายสมบัติ โพธิกิจ

ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ ๒ คน บ้านหลังที่อยู่เลขที่ ๘๒ หมู่ ๗ บ้านหนองบัว ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี อยู่ติดถนน สภาพบ้านที่อยู่ในปัจจุบันนี้ก็ไม่ต่างจากเมื่อก่อนมากนัก แต่มีการซ่อมแซมหลังคาใหม่บ้าง แต่โครงสร้างบ้านทั้งหมดยังเหมือนเดิม ประตูเป็นไม้สักเลื่อนเปิดปิดได้ เป็นประตูบ้านสมัยเก่า หาดูยากนัก พื้นบ้านแต่เดิมเป็นไม้ ภายหลังซ่อมแซมใหม่ทำเป็นปูน ตู้กระจกของเก่ายังอยู่เหมือนเดิม โอ่งสีเขียวเป็นของเก่าโบราณยังถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี ด้านหลังบ้านเป็นคลองน้ำใหญ่ เป็นทางออกไปสู่ทะเล มองไปรอบ ๆ จะเห็นเรือจอดเป็นทิวแถว ดูดีสะอาดตา ท่าเรือที่เราเคยจอดหรือยังมีเสาไม้ใหญ่ ๆ อันเป็นจุดสังเกตได้ง่าย ที่บ้านไม่ได้ไปมานานแล้ว เรือทั้ง ๒ ลำที่เราเคยใช้เห็นว่าเขาขายกันไปแล้ว

เป็นเด็กกลัวกะปิ

ตอนเด็กๆ กลัวกะปิเป็นที่สุด เพราะมันเหม็น เวลาจะตามพี่ชายไปที่ไหนๆ เขาไม่อยากให้เราไปด้วย เขาก็จะบอกด้วยถ้อยคำอันน่ากลัวว่า ?ไอ้เจี๊ยะ...มึงไม่ต้องมา ถ้ามา เดี๋ยวจะเอากะปิเขวี้ยงหัวมึง เท่านั้นแหละเราร้องไห้วิ่งกลับบ้านแทบตาย? (หัวเราะ)

เรื่องอาหารการกิน เป็นคนที่กินยากตั้งแต่วัยเด็ก อาหารอันใดที่มีมันหมูติดมามาก ๆ เมื่อเราเห็นเราจะร้องไห้ชักดิ้นชักงอไม่ยอมกิน เป็นคนจองหองเรื่องกิน ถ้าไม่พอใจเตะทิ้งไปเลย เรื่องการกินจึงเป็นคนกินยากมาตั้งแต่วัยเด็ก เพราะฐานะทางบ้านดี

แม้แต่ทุกวันนี้เรายังไม่กล้ากินมันเลย กะปิน่ะ มันมีส่วนผสมคล้ายๆ หัวกุ้ง เราแพ้ แสลง เราเคยกินเข้าไปนี้แสบทวารหมดเลย ฉันเข้าไปมันเหมือนมาแทงทวาร ก็เลยไม่ฉันเลย แม้จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ไม่ฉัน แสลงอาหารหลายอย่าง ปลากระเบน ปลาสวาย ปลาไหล อาหารจากปลาเหล่านี้กินไม่ได้หมด ผักผลไม้ประเภทแตง เห็ด ผงชูรสก็กินไม่ได้ ไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นจึงลำบากเป็นที่สุดเพราะเป็นคนกินยาก

บันทึกการเข้า


thee
Hero Member
*****
กระทู้: 1301


เข้มแข็งและมีเกียรติ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2009, 07:41:15 PM »

ยอมหักแต่โม่ยอมงอ

 
บ้านเก่าของหลวงปู่เจี๊ยะที่หนองบัว จังหวัดจันทบุรี
 
ในวัยหนุ่มทำมาค้าขาย ขายเงาะ ขายทุเรียน ขายมังคุด นิสัยออกจะติดทางนักเลง เป็นคนจริงจังในหน้าที่การงาน ไม่เกเร พูดจาโฮกฮาก ไม่กลัวคน ต้นตระกูลเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบโกหก จึงเป็นมรดกทางอุปนิสัยติดต่อกันมาเรื่อย ๆ จนถึงผู้เป็นลูกหลาน เราเป็นคนทำอะไรต้องทำให้ได้ดั่งใจ เวลาไปบรรทุกผลไม้ที่ท่าแฉลบ เรือลำไหนมันขึ้นฝั่งไม่ได้ เรือเขาขึ้นไม่ได้ทั้งหมด แต่สำหรับเรือเราต้องขึ้นได้ คือเอาขึ้นจนได้ เราเป็นคนแข็งแรง สู้ทุกรูปแบบ เป็นคนจริงจัง ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ เป็นคนซุกซน แต่ไม่เคยซุกซนเรื่องผู้หญิง และไม่เคยยอมแพ้ใครในหน้าที่การงานทั้งปวง

สมัยยังหนุ่มแน่น เราไม่เคยคิดถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษอะไร มุ่งแต่ทำงานอย่างเดียว แม้แต่คำว่า นโม ตสฺส ยังว่าไม่จบ แม้บางครั้งไปวัดได้ยินพระท่านเทศน์ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายในภายนอก เช่น ตาเห็นรูปอย่างนี้เป็นต้น ฟังแล้วไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย บางทียังคิดเลยว่า ท่านพูดเรื่องอะไร ไม่รู้เรื่อง ฟังแล้วไม่เห็นเข้าใจ พอตอนหลังมาบวชจึงได้ทราบว่า ?อันนี้เป็นธรรมะที่บ่มอินทรีย์เป็นสำคัญ?

เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการค้าขาย

 
บริเวณบ้านมีโอ่งน้ำของเก่าดั้งเดิม ที่ยังคงเก็บรักษาไว้
 
ความเป็นอยู่ที่บ้านตอนเราเป็นเด็ก ที่บ้านค้าขายของเบ็ดเตล็ดในบ้าน ข้าวสาร น้ำตาล ของกระจุกกระจิก ค้าผลไม้ เราเองแหละเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการค้าขาย นอกจากการค้าที่บ้านแล้วยังนำไปขายที่ท่าแฉลบ

การค้าขายสมัยที่เรายังเป็นฆราวาสอยู่นั้น โดยส่วนมากค้าผลไม้พื้นเมืองของเมืองจันท์ โดยผลไม้นั้นมีชาวบ้านหาบมาส่งที่บ้าน ซื้อแล้วก็นำมาบรรจุใส่ลังไม้ฉำฉา บรรทุกลงเรือล่องเลียบคลองด้านหลังบ้านออกทะเลไปขายที่ท่าแฉลบ เวลาหน้าปลาก็ไปจับปลา

หลังจากเราเรียนจบ ป.๔ ที่ตำบลหนองบัวแล้วก็ช่วยพ่อแม่ค้าขาย ส่งผลไม้เข้ากรุงเทพฯ ส่งทุเรียนกวนคือรับซื้อเขามา แล้วก็นำไปขายต่อ ไปส่งถึงประเทศมาเลเซีย ปีนั้นซื้อไว้บาน (มาก) ซื้อไว้ตั้ง ๘๐๐ ปี๊บ เต็มบ้านไปหมดขนาดบ้านหลังใหญ่ ๆ การเก็บรักษาก็ยากเพราะสมัยนั้นมันยังไม่มีวิธีบัดกรี เก็บไว้นานจะมีแบคทีเรีย (เชื้อรา) ถ้าจะเก็บไว้นานต้องอัดให้แน่น ให้แข็ง ให้ดี เอากระดาษอ่อนๆ ปิด ถ้าตรงไหนมีราต้องค่อยๆ เฉือนออก ปีนั้นซื้อไว้ตั้ง ๘๐๐-๙๐๐ ปี๊บ กิโลกรัมละสิบกว่าบาท ปี๊บหนึ่งก็ประมาณ ๒๐ กิโลกรัม ครอบครัวของเราฐานะดีที่สุดในหมู่บ้านนั้น ที่ทางเราไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ เพราะเรามีพ่อเป็นคนจีน นำไปขายมาเลเซีย โลหนึ่ง (๑ กิโลกรัม) รู้สึกว่า ๒๘ บาท ใส่เรือไปขายที่มาเลเซีย ทำปีละครั้ง พอหมดฤดูทุเรียน ก็สีข้าวขายหน้าบ้าน ต้องนำออกไปสีที่โรงสีใหญ่ ปีหนึ่งๆ ก็ทำอยู่อย่างนี้เป็นอาซีพ ค้าขายประจำครอบครัว

 
หลังบ้านมีคลองใหญ่อยู่ติดทะเล
 
ข้าวปีหนึ่ง ๆ ก็ได้มาก คนที่ไม่มีเงินทางบางละเก้า เสม็ดงาม จะมาขอเงินที่บ้านโดยนำข้าวมาแลกกับเงิน ฉะนั้นที่บ้านจึงมีการออกเงินให้คนกู้บ้าง ตอนนั้นอายุประมาณ ๑๕ ปี มีคนมากู้เงินที่บ้าน เจ้าละ ๑๐๐, ๒๐๐, ๓๐๐, ๒,๐๐๐ ๓,๐๐๐

ตำบลหนองบัวบานที่เราอยู่นี้ สมัยก่อนเป็นตำบลที่เจริญที่สุดในจังหวัดจันทบุรี ผลหมากรากไม้มากจริง ๆ หน้าทุเรียน เงาะ มังคุด ลางสาด กินไม่หวาดไม่ไหว ร่วงหล่นสาดเซมาก จนเกินไม่หวาดไม่ไหว แต่เวลาหน้าแล้งก็อดหน่อย

ต่อยปากเจ๊ก

เรานี้ว่ายน้ำเก่งเป็นที่สุด...ที่บ้านติดกับคลองน้ำ ติดกับทะเล ที่บ้านมีทะเลฮิ เวลาน้ำขึ้นมองไปไหนมีแต่น้ำเต็มไปหมด อยู่กับน้ำว่ายน้ำไม่เก่งก็ตายละสิ

ตอนนั้นไปเอาของขึ้นเรือ... ต่อยเจ๊กตัวเบ่อเร่อ ตานี้แทบแตก หมัดนี้มันหนัก (ท่านกำหมัดขึ้นให้ดู) หลับคาที่เลย นับสิบนี่ไม่ลุกเลย คว่ำลงไปเลยทันที สลบแน่นอน ฮึ ฮึ...

หมัดนี่มันแรง อันตราย...ไม่ได้! เจ๊กตัวเบ้อเร่อ ชกทีเดียวนี่ตาแทบแตก คว่ำลงไปเลยทีเดียว กำลังจะขึ้นผลไม้กัน ของเราเข่งเล็กๆ อย่างงี้ ของมันมาเข่งใหญ่ ไอ้ห่า...ทับเกลี้ยงหมด ตะโกนบอกมันว่า

?มึงอย่าซ้อน ถ้าซ้อนข้าชกนะ?

มันไม่ฟัง ทับของเราเสียแบน ทับแบนปั๊บก็สอยตูม หงายคว่ำไปเลย ตำรวจมาถึงพอดี (หัวเราะ) โอนนั้นเวลาเที่ยงแล้ว จะตีกันตาย

ตำรวจมันมา มันโกรธมาก หาว่าเราชกลูกน้องมัน ก็มันเข้าเรือไม่เป็น เพราะผลไม้ต้องเอาขึ้นปากระวาง ถ้าเราช้าต้องลงในระวาง ก็ต้องเอาปากระวางออกหมดจึงขึ้น ของเราเข่งหนึ่งขาย ๕ บาท บางทีเหลือ ๖ สลึง บางทีเหลือ ๓ สลึง มันผิดกันเราต้องสู้

เจ้านายของไอ้เจ๊กเป็นเพื่อนกับโยมแม่ โยมแม่ก็มาต่อว่า

?ทำไมจึงไปรุนแรงกับเขา...ลูก?

เราก็แผดเสียงดังลั่นทันทีว่า

?ทำไม... ทำไม...แม่เชื่อคนอื่นเหรอ? ถ้าอย่างงั้นผมไม่ทำ เล็ก!...จะยอมให้เขาข่มเหงเหรอ เขาทับของเราเสียหาย แล้วแม่จะว่ายังไง เข่งมันตั้งหลายบาทนี่?

โยมแม่ก็ต้องยอม เราว่ามีเหตุผล เราว่าของเราถูก เขามาข่มเหงเราก่อน เราเป็นเด็กไม่ใช่มันจะแก่นเกินไปนะ เรามันซน คนกลัวหมด ดื้อซนมาก ยอมให้เขาข่มเหงอยู่อย่างนี้ก็ตายซิ

เที่ยวหลังมันมากัน ๓ - ๔คน เราไป ๑๐ กว่าคน มันก็เข้าเรือ อย่างว่านี่ มันเข้าไม่เป็น เราก็แซงเลย เราเข้าลำที่หนึ่งเลย มันหาว่าเราโกง เราก็ลากหลักแจวมา ได้อันยาวเบ้อเร่อ มึงเข้ามาซิ วันนั้นถ้ามันเข้ามาเราตีตาย ไม้ตรงกลางโตตั้งขนาดนี้ (ขนาดขวดโค้กลิตร) ยาวตั้งเมตรกว่า ถ้ามันเข้ามาก็ตูมคาที่เลย หน้าตานี้จะต้องแหกหัก ถ้าเอาแขนขารับนี้หักหมด ตีตายเลยวันนั้น ไม่ได้บวชหรอก โดดหนีเลยวันนั้น แต่ดีมันไม่กล้าเข้ามา

วันหลังมันไปชกเด็กแถวบ้านเราสลบเลย

?มึง!..ถ้ามึงชกกูล่ะมึง...ในโลกนี้มึงไม่มีที่อยู่แน่ มึงต้องถูกล่า?

เรามีเจ้านายดี มีปืนสั้นปืนอะไรหมด ถ้าไปขอยืมมากระบอกต้องให้ เพราะเราไปสีข้าวกับแก เป็นเพื่อนกับพี่ชาย เรื่องซุกซนน่ะ...ซน...เราซน แต่ดีอย่างไม่ซนเรื่องผู้หญิง ไม่มีเลยเป็นหนุ่มมาไม่มี ไม่ซนเรื่องผู้หญิงเลย รักเดียวใจเดียวตลอด รักแป้ง... นี่แหละนิสัยตอนเป็นฆราวาสมันเป็นอย่างนั้น ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องธรรม เรื่องความดี เรื่องประมาทอะไร ทำอะไรก็ไม่ค่อยคิดให้รอบคอบ ตอนหลังเข้ามาบวช ไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นท่านสอนว่า

?ให้ไตร่ตรองในหน้าที่การงานทั้งมวล เวลาทำการงานอะไร จงอย่ารีบด่วนในการที่ควรจะช้า จงอย่ามัวชักช้าในการที่ควรรีบด่วน เพราะถ้าเราปฏิบัติไม่รอบคอบเช่นนี้ เราผู้ทำอะไรโง่ ๆ งุ่นง่านแบบนี้มักจะประสบทุกข์?

ท่านพูดให้ฟัง เราก็จำเอา

รักน้องแป้ง

พูดถึงเรื่องรัก...เป็นคนรักเดียว...รักแป้งคนเดียว ตอนเป็นฆราวาสนั้น หน้าบ้านมีถังอยู่ลูกหนึ่ง เราจะไปนั่งที่ถังนั้น ตอนเย็นๆ แป้ง (คนรัก) เดินมาเราก็เห็นแล้ว ก็มานั่งคุยกัน เพราะบ้านเรากับบ้านเขาก็อยู่ไม่ห่างกัน บางทีก็ไปคุยอยู่บ้านเขา บางครั้งในตอนกลางคืนก็นัดไปคุยกันที่ร้านตัดผมของคนชื่อรา

พอได้เวลาอาบน้ำที่บ่อในป่า ก็ชวนกันไปอาบน้ำ ก็เดินคุยกันไป สถานที่อาบน้ำต้องเดินเข้าไปในป่าหน่อย เป็นบ่อน้ำจืดที่เขาขุดไว้ เดินเข้าไปหน่อยมันก็คิดอยากกอด เราก็กอดมันซะเลย มันร้องใหญ่ ทำท่าจะวิ่งหนี เราก็กอดมันไว้แน่น กำลังมันสู้เราไม่ได้

เมื่อท่านเล่ามาถึงตอนนี้มีลูกศิษย์คนหนึ่งพูดแทรกขึ้นว่า ?อย่างนี้เขาก็เรียกว่าปล้ำสาวซิปู่ แล้วปู่ได้เขาเป็นเมียไหม??

?ถึงมันนอนแบะท่าให้ ก็ไม่มีปัญญาจะเอา ถ้าเอาเดี๋ยวก็ไม่ได้บวช กอดมันยังไม่กล้าจับนมมันเลย คบกันมาตั้งนานไม่เคยได้หอมแก้มมันซักที...เสียเวลาคบว่ะ!? พูดแล้วท่านก็หัวเราะ ดูเหมือนจะอายๆ เหมือนกัน

?เราแกล้งมันไปเล่นๆ ไปอย่างนั้นแหละ เราไม่เอาเปรียบผู้หญิงหรอก? ท่านพูดตบท้ายห้วนๆ

เรื่องรักแป้งนี่เคยให้สัญญากันไว้ด้วยนะว่า ?แป้ง... เราจะบวชเพียงพรรษาเดียวให้แม่เท่านั้นนะ หลังจากนั้นเราจะสึกมาแต่งงานกัน? พอเข้าไปบวชแรกๆ ก็คิดถึงมันอยู่เหมือนกัน

ในเวลาต่อมา เกิดภาวนาดีจ้องดูมันด้วยการพิจารณาอสุภะว่า ร่างกายเป็นสิ่งโสโครก ไม่สวยงาม เป็นที่หน้ารังเกียจ มีหนังและเลือดเป็นเครื่องฉาบทาไว้ พิจารณาดูแม้กระทั่งของลับ เพราะพิจารณาอย่างอื่นได้หมด แต่มันมาติดขัดตรงนี้ จึงต้องพิจารณาตรงนี้ จิตมันก็ลง ก่อนบวชหลงมากอยู่เหมือนกัน แม้เข้ามาบวชช่วงแรกๆ ก็อาลัยอาวรณ์อยู่เรื่อยๆ ไปบิณฑบาตเห็นหน้า ใจมันก็ยังคิดๆ แต่หลังจากจิตมันลงได้อย่างนั้น ไปบิณฑบาตเจอมันก็บอกมันเลยว่า

?แป้งเอ๊ย...เราไม่สึกแล้วนะ?

จริงๆ แล้วถ้าจะพูดกันให้ชัดๆ ต้องพูดว่า ?แป้งเอ๊ย...เราไม่โง่แล้วนะ ไม่ไปเป็นขี้ข้าราคะตัณหาของใครอีกแล้ว? ถ้าพูดอย่างนั้นกลัวเขาจะเสียใจ

เรื่องผู้หญิงพระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้หลายแง่มุม ท่านเปรียบได้น่าฟัง เป็นคติได้ดีมาก ?ผู้หญิงในโลกนี้ก็เปรียบเหมือนน้ำ ทางเดิน ร้านขายเครื่องดื่ม สภาและบ่อน้ำ ใจนางไม่มีขอบเขต? ส่วนมากผู้หญิงเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นอย่างนั้นทุกคน

ต่อมาเขาแต่งงานกับหนุ่มเขาสมิง เห็นว่าตอนหลังย้ายมาอยู่ทำมาหากินอยู่ที่สามโคก แล้วจึงมาตายอยู่แถวสามโคกนี่แหละ นั้นเห็นไหมเขาไม่ได้อันใดเลย ซึ่งอันนี้แต่ก่อนเป็นสิ่งที่เรารัก ชีวิตที่ไม่ได้พบกัลยาณมิตรมันก็ตายเปล่าไปอย่างนั้น แต่อันนี้เราจะไปพูดกับคนอื่นไม่ได้ บางที่เขาไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องอรรถธรรม พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้ถูกที่สุดว่า

?ผู้ใดขยี้กามราคะ ตัณหา อันเป็นเหมือนเปือกตมได้ ขยี้หนามคือกามราคะ ตัณหาไปเสียได้ ผู้นั้นนับได้ว่าเป็นผู้หมดโมหะ ไม่สะทกสะท้านในนินทา สรรเสริญ ทุกข์หรือสุข ถ้าใครปฏิบัติได้มันก็เป็นอย่างนั้น? คำว่า ?หนาม? ท่านหมายถึงสิ่งที่เสียดแทงจิตใจให้ตกต่ำ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 26, 2009, 08:06:33 PM โดย thee » บันทึกการเข้า


thee
Hero Member
*****
กระทู้: 1301


เข้มแข็งและมีเกียรติ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2009, 07:47:57 PM »


โยมกิ่ม ยายของหลวงปู่

ฐานะทางบ้าน

เรื่องฐานะทางบ้านของเราในสมัยนั้น ครอบครัวเราฐานะดีที่สุดในหมู่บ้าน ที่บ้านมีทองเป็นรูปเต่าและรูปอื่น ๆ แยะ มีทองเป็นกระบุงที่บ้าน มีคนจำนองจำนำเอาไว้ แม่คืนเขาไปหมดไม่โกงใคร เรื่องคดโกงแม่ไม่เคยมี แต่คนที่ติดหนี้แม่ เคยโกงแม่ เช่น เราจะไปยึดเอาควาย มันก็เอาแก้วนี่มาตำให้ละเอียด ผสมคลุกกับเหล้า เอาไปปะปนกับหญ้า ให้ควายกินเข้าไป กระเพาะของควายมันก็เป็นเม็ด เมื่อมันไม่ย่อย เศษแก้วแทงกระเพาะมันก็ตาย เราไปเอามาก็ขาดทุน คือเขาแกล้งเรา ควายมันกินเข้าไปมาก ๆ ก็เข้าไปแทงลำไส้ เราเอาควายมาประมาณ ๒-๓ อาทิตย์ก็ตาย ควายที่ยึดมานั้นก็ทำให้เราขาดทุน บางทียึดมา มีคนมาขอ ก็ให้เขาไป เพราะโยมแม่ใจบุญมาก

สมัยโบราณเขานิยมเอาทองแขวนตามคอ ตามแขนตามขา ทองเหล่านี้เป็นสิบ ๆ กระบุง พอเวลาทองขึ้นราคา เขาก็มาไถ่คืน แม่ยกให้หมด แม่บอกว่า

?กูไม่เอาของเขาหรอก มันบาปกรรม การโกงเขาเป็นบาป?

โยมแม่เป็นคนใจบุญ โยมแม่มีท่านลุงฮ้อก กับท่านลุงเหยเป็นคนสอน ลุงฮ้อกกับลุงเหยท่านไปบวชเป็นพระ เวลาแม่ไปวัดทำบุญ ท่านก็จะสอนแม่เป็นประจำว่า

?อีแฟเอ๊ย...เวลามึงไปค้าขายมึงอย่าไปโกงเขานะ สมบัติเหล่านี้ได้มาแล้ว ตายแล้ว เอ็งก็เอาไปไม่ได้หรอก มีแต่จะพาเองไปตกนรก?

โยมแม่ก็จำไว้ แม่ของเราชอบทำบุญอยู่เรื่อย ๆ แต่เราตอนนั้นเป็นหนุ่มไม่ค่อยไปหรอก นอกจากว่าเขาชวนไปก็ไป

เวลายาย (โยมกิ่ม ยายของหลวงปู่) ไปทำสังฆทานที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันวิสาขะ มาฆะหรือวันจะเข้าพรรษา ไปเลี้ยงข้าวต้มตามวัดต่างๆ ไปเลี้ยงคนที่มาวัด สมัยนี้เขาเรียกว่าไปตั้งโรงทาน ต้องไปค้างคืนที่วัด นำข้าวสารไปหุงต้ม ต้มข้าวต้ม ตอนนั้นเราอายุราว ๆ ๑๕ ปี

?ครูเจี๊ยะบอระเพ็ด?

เมื่อจบป.๔ แล้ว ครูชื่อหงวนหลินที่เป็นคนสอนก็จะให้ไปเป็นครูเหมือนกัน จะให้ค่าจ้างเดือนละ ๓ บาท เราไม่เอาหรอก แม่ก็มาถาม อยากให้เราไปเป็นครู เราบอกยังไงก็ไม่เอา เราไปหาบทุเรียนมาขายเพียง ๒ เที่ยวก็ได้แล้ว ๓ บาท เพราะหาบเที่ยวหนึ่งได้เที่ยวละ ๖ สลึง แล้วจะไปเอา ๓ บาทยังไง เราฐานะดีฮิ... เราบอกว่าไม่เอาหรอก การเล่าเรียน ก็เรียนหนังสือพอใช้ได้ ไม่เก่งนักหรอก ตอนที่เขาจะให้เป็นครูอายุก็ราว ๑๕ ปี นี่แหละ
 
ตอนนั้นแม่ก็รบเร้าอยากให้เป็นครู เพราะเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เราก็ไปช่วยสอนอยู่ ๑๐ วัน เด็กๆ มันดื้อมาก เรารำคาญมาก พูดก็ไม่ฟัง เอาใจยาก ก็คิดว่าเอ๊ะ!....ทำยังไงนะจะปราบไอ้เด็กพวกนี้ได้ คิดไปคิดมา สิ่งปราบความซ่าส์ซุกซนคงไม่มีอะไรเกินบอระเพ็ด เพราะบอระเพ็ดมันขม เวลาอยากให้เด็กหย่านม เขาเอาบอระเพ็ดนี้แหละทานมแม่ให้เด็กดูดกิน เวลามันขมมันก็ไม่อยากกินนมอีก

วันหลังมาสอนก็นำเอาบอระเพ็ดมาด้วย เด็กคนไหนมันซุกซนมากๆ เอานี่แหละยัดปาก ใครบอกไม่ฟังเอานี่แหละให้กิน สรุปก็คือ ถ้าใครไม่เชื่อฟังครูเจี๊ยะ คนนั้นต้องโดนเอาบอระเพ็ดยัดปาก บอระเพ็ดมันขม เด็กก็ไม่กล้าซุกซน เงียบดีอยู่ในระเบียบเหมือนผ้าพับไว้

แต่ทีนี้เมื่อมันกลับบ้าน มันขมบอระเพ็ด มันคงกินข้าวไม่อร่อย ก็ขมปากฮิ มันก็ฟ้องพ่อแม่มันว่า ?ครูเจี๊ยะเอาบอระเพ็ดยัดปาก กินข้าวไม่อร่อย? เท่านั้นแหละเป็นเรื่องเลย แม่มันมาฟ้องที่โรงเรียน มีเรื่องมีราว

?กินบอระเพ็ดเพียงแค่นั้นมันจะตายห่าอะไรกัน เด็กมันซุกซนคุยเก่ง? (หลวงปู่พูดจบ ก็หัวเราะแบบสบาย ๆ ของท่าน) เราก็พูดของเราไปตรง ๆ อย่างนี้ แต่พ่อแม่เด็กเขาไม่ชอบ

สมัยเป็นเด็กมีเพื่อนฝูงก็ทะเลาะเบาะแว้งกันตามประสาเด็ก ๆ บางทีก็รักกัน บางทีก็ชังกัน เป็นไปตามฆราวาสวิสัยที่ไม่ค่อยอยู่ปกติสุข ส่วนเรื่องบุญเรื่องบาปยังไม่ได้คิดใคร่ครวญอะไรมากนัก แต่เชื่อว่าบาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี พระนิพพานมี ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ตามที่พ่อแม่สั่งสอน แต่ความเชื่อนั้นก็เป็นไปตามประเพณีที่ทำสืบๆ กันมา เชื่อสืบๆ กันมาไม่ได้เชื่อเพราะรู้จริงเห็นจริงตามเหตุผลแต่อย่างใด

บันทึกการเข้า


thee
Hero Member
*****
กระทู้: 1301


เข้มแข็งและมีเกียรติ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2009, 07:57:27 PM »

คำสอนยาย


?พวกเราเป็นพุทธมามกะ? หลวงปู่ชี้มาทางพวกเราทั้งหลาย ที่นั่งอ้าปากฟังประวัติที่ท่านเล่าอยู่ ?ต้องมีคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาอยู่ที่หัวใจเรา ไปถูกอะไรมาก็แคล้วคลาด?

สมัยก่อนที่เรายังหนุ่มอยู่นะ ชอบทำมาค้าขาย อยู่นิ่งเฉยไม่เป็น เกิดเป็นคนต้องทำงานฮิ ส่วนมากการทำมาหากินของเรา จะเกี่ยวพันกับน้ำ เราแข็งแรงเก่งทางน้ำ ไปทางน้ำจึงไม่ค่อยกลัว มีอยู่คราวหนึ่งเราไปค้าขายทางเรือ ไปซื้อไม้กระดานโลงที่เกาะช้าง จังหวัดตราด ล่องเรือใบจากจันทบุรีไปที่เกาะช้าง จังหวัดตราด เกาะช้างอุดมสมบูรณ์ดีมีไม้เยอะ เป็นเกาะที่ใหญ่มาก สมันนั้นพวกสัตว์ก็มีเยอะ หาดทรายสวยๆสมัยก่อนไม่มีคนมาก มีแต่พวกชาวบ้านเข้าไปทำสวน ทำประมง ไปทีหนึ่งๆ นอกจากใส่กระดานโลงมาแล้วยังขนฟักทอง กะปิ เต็มลำ นำมาขายที่บ้าน ฟักทองลูกใหญ่ๆ ราคาเพียงสตางค์สองสตางค์เท่านั้น สนุกซื้อ มีเงินไปไม่กี่บาทซื้อฟักทองได้เต็มลำ บางทีโยมแม่ก็ว่าเอา ?เจี๊ยะ...มึงจะซื้อมาทำไมนัก? เราก็บอกว่า ?ก็มันถูกนี่นาแม่ เราไปเรือทั้งทีจะให้เสียเที่ยวไปทำไม? ล่องเรือทั้งทีต้องไปค้างคืนถึงกลับได้ ต้องเอาให้เต็มที่ พอกลับมาถึงบ้าน ขนของลง ก็เป็นหน้าที่ของโยม (แม่) ที่จะขาย ส่วนเราเปิดเที่ยวฉิบ ค้าขายไปมาระหว่างหนองบัว จันทบุรี กับ เกาะช้าง จังหวัดตราด เป็นประจำ บางทีเราอยู่กับน้ำมากๆ ก็เห็นคุณของน้ำ จากน้ำกลายมาเป็นคน จากคนก็ไปสู่น้ำ หล่อเลี้ยงหมุนวนเวียนไปมากันอยู่อย่างนี้ อาหารการกินส่วนมากก็มาจากน้ำ คนก็นำมาบริโภค แล้วก็ปล่อยกลับเข้าไปสู่น้ำ มันวัฏจักรเหมือนกัน ถ้าไม่หมุนวนกันอย่างนี้ชีวิตเราจะอยู่ไม่ได้

ไปค้าขายคราวนั้นโยม (พ่อ-แม่) ให้ไปซื้อกระดานโลง ไปกับก๋งแก่ๆ พอดีเกิดพายุมาใหญ่ เราก็กางใบ พอกางใบปั๊บเรือก็พัดหันหัวเกยตลิ่งเลย ถ้าไม่เกยตลิ่งตะบันก็แตกหมด คลื่นมันใหญ่ ลมจัด ตรงนั้นลมจัดคลื่นกระหน่ำใหญ่ ก่อนไปยายสอนให้ภาวนานึกว่า ?พุทธัง ธัมมัง สังฆัง? อนุภาพแห่งรัตนะเหล่านี้จะช่วยเราได้

พอไปก็เกิดพายุลมแรง คลื่นใหญ่กระหน่ำโครมๆ ครืนๆ มองดูลมดูใหญ่ขนาดนี้ เสียงลมดัง วี๊ด! วี๊ด! หมุนทะลวงๆ จะตายแล้วนึกอะไรไม่ออก ก็พอดีก่อนมายายสอนให้ภาวนาว่า ?พุทธัง ธัมมัง สังฆัง? ก็น้อมเอาอันนั้นมาบริกรรมในใจ ใจมันจ่ออยู่กับคำบริกรรมนั้น ไม่กลัวตาย พอว่าสักเดี๋ยวเดียวลมหยุด หยุดอย่างน่าอัศจรรย์

ทีหลังไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ไปเล่าให้ท่านฟังว่า

?ครูบาอาจารย์ผมไปค้าทางเรือ ไปซื้อไม้มาทำโลง แล้วพายุมาจัด ผมก็ว่า ?พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ซักเดี๋ยวลมก็หยุด?

?เอ้า! ก็มันเป็นของดีนี่ ของดีก็ต้องหยุดซิ? ท่านพระอาจารย์มั่น ก็ว่าอย่างนั้นเลย

ฉะนั้นเราไปไหนที่มีอันตราย ก็ต้องนึกถึง ?พุทธัง ธัมมัง สังฆัง? พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด นะโมพุทธายะ นะมะอะอุ

เป็นกำลังของทางบ้าน

...เราช่วยบิดามารดาประกอบสัมมาอาชีพ...เป็นกำลังสำคัญของทางบ้าน ทุกๆ วันต้องไปสีข้าว หมดหน้าข้าวก็ทำทุเรียน เป็นอย่างนี้อยู่เป็นประจำทุกปี ตอนเด็กๆ ร่างกายแข็งแรงมาก หาบทุเรียนกวนข้างละปี๊ป รวมน้ำหนัก ๕๐-๖๐ กิโลกรัม หาบเดินประมาณ ๔๐-๕๐ กิโลเมตร ไม่เจ็บป่วย ไม่กินเหล้าเมายา การพนันเอาบ้าง เช่น เล่นบิลเลียด ปั่นแปะ เล่นไพ่ป๊อก ไพ่จีน ไพ่ผ่อง เสียพนันทีก็ ๑๐๐, ๒๐๐, ๓๐๐

ตอนหนุ่มๆ งูใหญ่ๆ ใครไม่กล้าตี เราตีสะเด็ด (ตาย) หมด งูหลามมากินไก่เราฟาดแม่งมันตายห่า เกลี้ยง ! เราไม่เคยโดนงูกัดเลย ตอนนั้นที่ทำอย่างนั้นเพราะยังไม่มีใครสอนเรื่องบาปบุญคุณโทษอะไร

ก่อนบวชถูกสบประมาท

ก่อนบวชชอบเลี้ยงปลากัดกับ (ไอ้)สมบัติผู้เป็นน้องชาย เวลาเข้าวัดเตรียมตัวเข้านาคก็มีเพื่อนคือไอ้อ๊อดเข้าคู่กัน ถึงวันก็จะบวชพร้อมกันเป็นนาคคู่ พ่อแม่ก็นำเข้าไปฝากกับ ท่านอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ตอนจะบวชใครๆ เขาก็พูดไว้ว่า

?ไอ้เจี๊ยะนี่...มันบวชไม่ได้หรอก ถึงบวชได้ก็คงไม่พ้นที่จะสึกกลางพรรษา ส่วนไอ้อ๊อดมันเป็นคนเรียบร้อย คงจะบวชได้นานอยู่หรอก? แต่ที่ไหนได้ไอ้อ๊อดบวชได้ไม่กี่วันก็สึก อย่างนี้แหละ คนมันชอบมองแต่อย่างนี้แหละ

หลวงปู่เล่าถึงตอนนี้ท่านแสดงถึงความสนุกในวัยเด็กของท่าน ?ก็ใครเขาจะเชื่อ เรามันดื้อยังกะลิง เป็นตัวแสบประจำหมู่บ้าน? ท่านพูดแล้วก็หัวเราะพร้อมกับงัดบุหรี่ออกมาสูบแบบมวนต่อมวน โดยไม่สนใจไยดีในสายตาที่จ้องมอง ?หมอเขาไม่ห้ามหรือปู่ หลวงปู่ก็ไม่ค่อยสบาย?

?หมอเขาก็ห้ามเหมือนกัน หมอมันห้ามเราได้เพราะหมอมันไม่สูบ ส่วนหมอคนที่มันสูบมันก็ไม่ค่อยห้ามเรา คนที่ไม่สูบบุหรี่ตายก่อนเราก็มีเยอะ นี่ ๘๐ กว่าแล้วยังไม่เห็นตาย เลิกตอนนี้เสียเชิงละสิ หมอเขาก็พูดถูก แต่เตือนช้าไปหน่อย จะเข้าโลงแล้วค่อยมาเตือน? ท่านพูดพร้อมๆ ไปกับการหัวเราะอย่างขบขัน

?ก็สมัยก่อนเขานิยมกันว่าเป็นเรื่องดิบดี สูบไม่เป็นยังต้องหัดให้เป็น แต่มาสมัยปัจจุบันนี้มันเป็นเรื่องเสียหาย ความนิยมมันขึ้นอยู่กับยุคสมัย และความนิยมชมชอบ ถ้าเขานิยมสิ่งใดเขาก็ว่าสิ่งนั้นดี เหมือนสมัยปัจจุบันนี้เขานิยมแต่งตัวโป๊ๆ หรือนิยมใช้สิ่งของสุรุ่ยสุร่ายเกินตัว คนเขาก็ไม่เห็นว่ามันเสียหาย แม้แต่สามีภรรยายังชื่นชอบกัน ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหายหรืออันตราย การแต่งตัวโป๊ๆ อันตรายหรืออาจจะตายง่ายกว่าการสูบบุหรี่เสียอีก แต่ชาวโลกเขานิยมจึงเหมือนไม่มีพิษมีภัย การสูบบุหรี่ก็เช่นกันเราสูบมาตั้งแต่ ๖๐ ปีคืนหลัง มันเป็นความเคยชินมากกว่าติด คนทุกวันนี้มันไม่ติดบุหรี่หรอก เพราะมันมีอย่างอื่นให้ติด อันตรายมากกว่าเป็นไหนๆ? ท่านกล่าวพร้อมกับหัวเราะในเรื่องโลกธรรม อันเป็นกริยาสอนเราได้อีกทางหนึ่งที่มักจะคิดมุมเดียว

ฉายาก่อนบวช ?ไอ้ตัวแสบ?

พุทธศาสนา ศาสนธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในโลก ไม่มีสิ่งใดที่จะเปรียบเทียบในบรรดาศาสนาทั่วสกลโลกนี้แล้ว จะเอามาเปรียบเทียบไม่ได้เลย ผิดกันไกลราวฟ้ากับดิน ทำไมถึงว่าเช่นนั้น

เรานี่...เป็นคนซนที่สุด แก่นดื้อ พ่อแม่พอมีอันจะกินฐานะดีอยู่ แต่ไม่ได้เคยสนใจในเรื่องธรรมะเลย มัวแต่เที่ยวซุกซนตามประสาคนหนุ่ม คือว่าไม่มีวี่แววที่จะสนใจในเรื่องธรรมะเรื่องศาสนาเลยแม้แต่น้อย แต่เราคงมีบุญเก่าอยู่บ้าง บุญนั้นแหละชักจูงนำพาเข้ามาทางพระศาสนา ประกอบกับบิดามารดาเป็นผู้มีศรัทธา เชื่อเรื่องบาปกรรมอยู่เป็นพื้นเพนิสัยอยู่แล้ว อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชักจูงเราให้เข้ามาทางศาสนาได้ บทเวลาได้มาบวช ใครๆ เขาก็แปลกใจ เพราะมันนิสัยขัดกับศาสนาที่อยู่ในกรอบอันดีงาม และมีระเบียบเรียบร้อย แต่สำหรับศาสนาเป็นเครื่องหล่อหลอมอยู่แล้ว และสอนมุ่งเน้นลงที่ใจ เมื่อเราเป็นคนจริงอยู่แล้ว จึงง่ายต่อการปฏิบัติ เพราะคนจริงย่อมถึงธรรมอันเป็นความจริง ไม่มากก็น้อย

ใครๆ เขาก็แปลกอกแปลกใจที่เรายอมบวชแต่โดยดี ทั้งๆ ที่ชีวิตนี้ยังไม่เคยท่องคำว่า ?นโม ตสฺส ฯลฯ? แม้แต่ครั้งเดียว เราไม่เคยดูถูกบุญ ดูถูกพระแต่ตอนนั้นมันห่วงสนุกซุกซนไปตามเรื่องไปตามวัย คนทั้งหลายเขาเรียกว่า?ไอ้ตัวแสบ? ไม่ใช่นักเลง แต่ไม่เกรงกลัวใคร แม้แต่นักเลง... เล่นอะไรก็ตามห้ามโกง เสียเท่าไหร่ไม่ว่า แต่อย่าโกง

การสร้างสมบุญไว้ไนชาติปางก่อน

การเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็ถือได้ว่าเกิดมาในฐานะอันสมควร เราเกิดมาเป็นมนุษย์ทุก ๆ คน นับว่าเป็นผู้ที่มีบุญกุศีลได้สร้างสมไว้ในชาติปางก่อน คนบางคนเกิดมาตาบอด หูหนวก ใบ้บ้า เสียจริตนานาอย่างนี้เป็นต้น เป็นผลแห่งกรรมชั่วที่ตนเองเคยสร้างสมเอาไว้ ส่วนบุคคลผู้ได้สร้างสมกรรมดี ก็เกิดมามีหูตาดีลิ้น กาย ใจต่างๆ นานาล้วนดี เป็นผู้มีจิตใจหมดจดงดงาม ซ้ำยังแถมเกิดในตระกูลดี มั่งมีศรีสุข น้ำถึงปาก ข้าวถึงปาก โดยไม่เหนื่อยยากแต่อย่างใด นี่แสดงว่า ?ปุพฺเพกตปุญฺญตา? เราได้สร้างสมบุญมาดีแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้สร้างสมบุญมาดีอย่างนั้น ก็สมควรที่จะบำเพ็ญความดีอย่างนั้นให้ยิ่งๆ ขึ้นไป แต่ว่ามนุษย์เราเมื่อเกิดขึ้นมาในโลก ขาดการได้ยินได้ฟัง ขาดการอบรม สั่งสอนจากครูบาอาจารย์ หรือธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วเช่นนี้ มันก็ต้องเพลิดเพลินอยู่กับโลก เพราะมีบรรพบุรุษคือบิดามารดาเป็นอาจารย์สำคัญเป็นบุพพาจารย์ผู้ชักจูงแนะนำ

เมื่อชีวิตในวัยเด็กผ่านมาจนกระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาว บิดามารดานั้นก็ต้องการจะให้มีเหย้ามีเรือนสืบสกุลอย่างนี้เป็นต้น เป็นธรรมดาของโลกเมื่อการสืบสกุลอย่างนั้น ก็เท่ากับว่านำทุกข์มาให้กับลูกเต้า แต่ว่าก็เป็นธรรมดาของโลก เพราะว่าบิดามารดานั้นเป็นผู้มีความชำนิชำนาญในเรื่องโลก ไม่ตระหนักในธรรมะคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่ใช่นักปฏิบัติจริงจัง ที่ได้เห็นธรรมได้เกิดขึ้นในดวงใจของตนเองเช่นนั้น มันก็ต้องแนะนำลูกเต้าเข้าไปอย่างนั้น ไปสู่ความทุกข์ยากลำบากกังวลนานาประการ

ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นดวงตาของโลก รู้เห็นธรรม เห็นโลกเป็นสิ่งที่ร้อน เป็นที่หมกมุ่น กระวนกระวายเดือดร้อน ทั้งกลางวันกลางคืนไม่มีความสงบสุข

เพราะฉะนั้นพระองค์จึงได้ประทานธรรมะคำสั่งสอน ให้บรรดาพุทธบริษัทเข้ามาประพฤติปฏิบัติศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ ศีลสองร้อยยี่สิบเจ็ด อย่างนักบวชอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการเป็นนักบวชท่านจึงเรียกว่า ?สมณะ?

ทีนี้อาศัยกัลยาณมิตรเป็นสิ่งสำคัญ ในตำราท่านจึงว่า ?อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา? การคบค้าสมาคมกับคนดีกับบัณฑิตนี่เป็นสิ่งที่สำคัญ ได้ครูบาอาจารย์ที่ท่านตั้งอกตั้งใจปฏิบัติแล้ว ท่านมีธรรมะในใจ ท่านก็แนะนำพร่ำสอน ก็เลยบวชมาได้อย่างนี้

เพราะฉะนั้นการบวชนี้ ถ้าแม้นว่ามองให้ลึก พิจารณาให้ซึ้งไปแล้ว มันไม่ใช่ของธรรมดา เป็นคุณสมบัติของกษัตริย์ทีเดียว เพราะเราเป็นลูกศิษย์ตถาคต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้นเป็นกษัตริย์ เป็นผู้มีศิลปวิทยาการต่างๆ เป็นผู้มีความสามารถทุกประการ แม้แต่วิชารบนานาประการที่พระองค์คล่องแคล่ว ธนูมีอันหนึ่งเป็นธนูโบราณ อันนั้นไม่มีบุคคลใด ๆ ที่จะสามารถยกขึ้นได้ พระองค์ก็สามารถจะยกธนูอันนั้นยิงไปได้เลย ทั้งยกด้วยกำลังอย่างมหาศาลของพระองค์ เป็นผู้มีความสามารถฉลาดคล่องแคล่วทุกๆ ประการ แต่ว่านิสัยสัมมาสัมโพธิญาณที่พระองค์ได้บำเพ็ญโปรดเวไนยสัตว์ที่ได้สั่งสมบารมีในอดีตชาติมาแล้ว เมื่อเกิดเป็นกษัตริย์อย่างนั้นก็เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อพบเห็นคนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เกิดความเบื่อหน่าย ดังนั้นพระองค์จึงคิดหาทางที่จะบรรพชา ออกไปบำเพ็ญสมณธรรม เป็นเครื่องสลัดตนออกจากโลก เมื่อดำริอย่างนั้นเป็นที่ตกลงแน่นอน จึงทรงออกบวช ไปบำเพ็ญตบะอยู่เป็นเวลา ๖ ปี จึงได้สำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วได้วางสิกขาบทวินัยไว้ให้พระสงฆ์ทั้งหลายสืบเนื่องมาจนถึงพวกเราทุกวันนี้

บวชตามประเพณี

การบวชนั้น มาทุกวันนี้เราถือเป็นประเพณีกันเสียแล้ว บวชเพียง ๓ เดือน ๒ เดือน ๑๕ วัน ๑ เดือน อย่างนี้มันคล้าย ๆ กลายเป็นประเพณี ไม่ใช่บวชหนีโลก หนีสงสารอย่างนี้ ถ้านึกถึงการบวชที่จริง แม้แต่เราเองแท้ ๆ ก็บวชตามประเพณีเช่นเดียวกัน เป็นอย่างนั้น อายุครบ ๒๐ ปี งานกำลังเยอะจึงบอกโยมว่า อย่าเพิ่งบวชเถอะ ปีนี้งานเราเยอะ พอถึงวันอายุ ๒๑ ปี ก็ได้เข้ามาบวชบวชก็บวชไปอย่างนั้น นะโม ตัสสะ ฯลฯ อะไร ๆ ก็ว่าไม่ค่อยจะเป็น สวดมนต์ไหว้พระก็ไม่เป็นสักบท เข้ามาด้วยความเป็นคนดิบ เหมือนไม้สดเข้าไปในเตาที่ไม่ได้ลิดกิ่งลิดก้าน เข้าไปอย่างนั้นอีเหละเกะกะนานาประการต่างๆ ก็ได้มาอยู่เบื้องต้นกับท่านอาจารย์กงมา ท่านเป็นอาจารย์ผู้ปกครอง ส่วนท่านพ่อลีของเราในสมัยที่เข้าไปบรรพชาอุปสมบท ท่านเป็นพระอนุสาวนาจารย์ เป็นคู่สวด ความจริงตั้งใจบวชเดือน ๑๒ ก็จะสึก มันมีความหมายอยู่สำหรับพระหนุ่ม คนหนุ่ม เป็นเช่นนั้น เกือบๆ จะไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงเข้า มันเป็นเช่นนั้นชีวิตในวัยหนุ่ม

หวังบวชก่อนเบียด

พออายุครบบวช ก็มีความปรารถนาจะบวช แต่ก็ติดเรื่องเกณฑ์ทหาร จึงรอเกณฑ์ทหารเสียก่อน หลังจากเกณฑ์ทหารที่จันท์ไม่ถูก เพราะได้ประเภทดี ๒ คัดออกไว้ก่อน เขารับสมัครทหารใหม่ ๔๐ กว่าคน มีคนมาสมัครครบจำนวน เราจึงรอดตัวไม่ต้องเป็นทหาร เมื่อเกณฑ์ทหารเสร็จแล้วก็ยังไม่ได้บวชอีก หลังจากเกณฑ์ทหาร ๒ ปีถึงได้บวช มีความคิดไว้ในใจว่า บวชเสร็จสึกออกมาค่อยแต่งงานกับคนที่เรารัก พอบวชไปแล้วสมาธิมันเกิด มันไม่สนใจทางโลกอีกเลย

การอุปสมบทในครั้งนี้ เราเป็นผู้มีจิตศรัทธาขึ้นมาเอง อยากบวชด้วย เบื่อด้วย เบื่อพี่สาวมัน เราทำงานแทบตาย ขอเงินก็ไม่ค่อยจะให้ มีเท่าไหร่เก็บเรียบ จึงเป็นเหตุให้บวชอยู่อันหนึ่งเหมือนกัน การบวชไม่มีใครมาบังคับชักชวนแต่อย่างใด เพียงเพราะในใจคิดว่า สมควรแก่เวลาและอายุที่จะทดแทนบุญคุณของท่านผู้มีคุณทั้งหลายได้แล้ว อีกทั้งในขณะนั้นพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ก็จาริกธุดงค์มาประกาศเทศนาธรรมให้คนทั้งหลายละชั่วสร้างความดีในจังหวัดจันทบุรี และก็เดินทางมาที่บ้านหนองบัวซึ่งเป็นบ้านเกิดของเรา ซึ่งในสมัยนั้นพระกรรมฐานแถบทางภาคตะวันออกยังไม่ค่อยมี ก็มีท่านพ่อลี ธมฺมธโร และพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ นี่แหละเป็นผู้นำมาเผยแพร่ ชาวพุทธทางภาคตะวันออกถึงได้ทราบเรื่องราวของพระกรรมฐานและการภาวนา

นาคเจี๊ยะ

การเตรียมตัวอุปสมบทต้องไปเป็นผ้าขาว รักษาศีลประพฤติธรรม เรียนรู้วัตรปฏิบัติที่จะพึงกระทำ ต่อวัดและครูบาอาจารย์ จนท่านเห็นว่าสมควรก่อน ท่านถึงจะให้บวช ถ้าปฏิบัติไม่ได้ ทำไม่ได้ ท่านก็ยังไม่ให้บวช ธรรมเนียมพระป่ากรรมฐานท่านเคร่งครัดนักเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้ามาจากไหนจะมาบวชได้ง่าย ๆ ต้องได้รับการฝึกอบรมเสียก่อน จึงจะบวชเป็นพระได้แม้ตัวเราเองก็เช่นกัน ต้องเป็นตาปะขาว รับใช้ติดตามครูบาอาจารย์อยู่ตั้งหลายเดือน ในระหว่างนั้นต้องหัดขานนาค ออกเสียงอักขระฐานกรณ์ที่เป็นภาษามคธให้ถูกต้อง เสียง ทีฆะ รัสสะ เสียงออกนาสิก เสียงโฆสะ อโฆสะ ฯลฯ และต้องฝึกกราบ ต้องหัดภาวนาเรียนกรรมฐาน ฟังเทศน์ฟังธรรมจากท่านอาจารย์กงมาเป็นประจำทุกเช้าเย็น ก่อนที่ยังไม่ได้โกนศีรษะ ด้วยความซุกซนอันเป็นแบบฉบับส่วนตัว ก็ได้แอบหนีมาเยี่ยมบ้านเหมือนกัน แต่เมื่อโกนศีรษะรับศีลเป็นตาปะขาวเต็มตัวแล้วก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย จนกระทั่งได้บวช

จิตรวมตอนเป็นนาค

ครั้งหนึ่งตอนที่มาเข้านาคได้ไม่นานนัก อยู่ระหว่างการฝึกขานนาค ท่องบทสวดต่าง ๆ คืนหนึ่งฟังเทศน์ท่านอาจารย์กงมาฯ ท่านเทศน์ตามปกติทุก ๆ วัน ท่านก็แสดงธรรมของท่านไปเรื่อย ๆ เราก็ฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธ เราก็ภาวนาพุทโธอยู่อย่างนั้น นั่งเข้าสมาธิฟังเทศน์อยู่อย่างนั้น อันนี้มันก็เป็นเหตุที่แปลกอยู่นะ

พอเรานั่งภาวนา ฟังไป ๆ จิตอยู่กับคำบริกรรม หูก็ได้ยินเสียงเทศน์ไป คือจิตก็ทำหน้าที่ของมัน หูก็ทำหน้าที่ของมัน มันเกิดเป็นสมาธิ แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันเป็นสมาธิ มันรวมจนกระทั่งว่าไม่มีตัว ไม่มีตน ตัวตนหายหมด แล้วก็ปรากฏภาพนิมิต ที่ตัวเองนี้มาปรากฏหมอบลงไปฟุบกับกองทรายที่เป็นทรายขาวอยู่ในบริเวณวัดนั้นอย่างชัดเจน ตัวนี้อ่อนไปหมด ปรากฏว่าในขณะนั้นเราปรากฏว่าตัวเองไม่มีตัวตน จนกระทั่งท่านแสดงธรรมจบลง เราถึงรู้สึกตัว ตอนนั้นท่านแสดงธรรมนานมาก ทีหนึ่งเป็นชั่วโมงๆ ขึ้นไป เมื่อจิตถอนออกมา ออกจากที่ภาวนาก็คลานเข้าไปถามท่าน ว่า

?ท่านอาจารย์ครับ เมื่อตะกี้ทำไมผมนั่งฟังเทศน์ท่านอาจารย์ ผมไม่มีตัว ตัวผมหายไปไหน แต่สักประเดี๋ยวตัวผมนี่ ไป...ไปหมอบอยู่ที่...ที่กองทรายนั่นน่ะ ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้นครับ?

คำถามนี้เราถามท่าน เพราะก็อธิบายไม่ถูก และไม่รู้จะถามท่านอย่างไร เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเป็นเช่นนี้ ที่กล้าถามท่าน เพราะความตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจ ที่ชีวิตหนึ่งชีวิตนี้เราได้เห็นอย่างนั้น

ท่านก็บอกว่า ?ไม่เป็นไร...เออ...ทำไป...ทำไป...ดีแล้วนะ? ท่านว่าอย่างนั้น เราก็ภูมิใจว่าเราทำถูกต้อง การมีครูบาอาจารย์ดี ท่านรู้จริงผ่านการปฏิบัติมา สอนแบบมีหลักเกณฑ์ไม่สุ่มเดาจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก อาจารย์เป็นบัณฑิตท่านก็ย่อมสอนในแนวทางเจริญเพื่อความเป็นบัณฑิต แต่ถ้าอาจารย์โง่เขลาสอนแบบสุ่มสี่สุ่มห้า มันก็เหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอด อาจารย์ก็ตาบอด แล้วจะมาสอนลูกศิษย์ที่ตาบอดอยู่แล้วให้ตาดี อันนี้มันเป็นไปได้ยากยิ่งนัก

นี่...แหละขั้นต้นแห่งการเข้ามาสู่วัด เป็นขั้นตอนที่จะเข้ามาบวช เริ่มแรกจิต มันเป็นอย่างนี้มันก็เป็นการปูพื้นฐานทางด้านจิตใจ ให้ฝักใฝ่ในคุณธรรมที่สูงๆ ขึ้นไป อันเป็นการเลื่อนขั้นของจิตให้สูงขึ้น เพราะจิตมนุษย์มีหลายขั้นหลายตอน จิตหยาบ จิตละเอียด และอาศัยบุญวาสนาเป็นเครื่องหนุนส่งอยู่เบื้องหลัง เมื่อเรามีบุญ เคยสร้างบุญมาแต่ชาติปางก่อน ประกอบกับเกิดมาเจอพุทธศาสนา อันเป็นประเทศที่สมควรแก่การประพฤติธรรมยิ่ง ประการสุดท้าย ถ้าเราตั้งตนไว้ชอบแล้ว การภาวนาก็เป็นเรื่องที่เราทุกคนสามารถทำได้

ในชีวิตเราเกิดมาก็ไม่เคยพบความสงบอย่างนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตมันก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า ?นั่นอะไรล่ะ...ความสุข? การเข้ามาวัดวา เมื่อปฏิบัติได้ก็เป็นอย่างนี้

ชีวิตที่จะมีความสุขอันแท้จริงในโลกมันไม่มี แต่เราเข้าใจว่ามี ถ้ามองให้ลึกซึ้งอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสแล้ว ไม่มีเลยความสุขในโลก ความสุขอันนั้นเป็นความสุขอันเจือไปด้วยความเร่าร้อนกระสับกระส่าย อย่างมีเงินมากๆ ก็กลัวเขาจะจี้ปล้น กลัวเขาจะมาแย่งมาชิงไปเรียกค่าไถ่ สารพัดสารเพ ต้องเป็นทุกข์กังวลรักษา ฝากที่นั่นที่นี่ก็ไม่ดี พกไปมากก็ไม่ดี กลัวจะถูกจี้ จะถูกปล้น จะถูกฆ่าตาย...นี่...สารพัดสารเพ กลัวคนอื่นจะแย่ง คนนี้จะแย่ง พี่น้องอย่างนั้นอย่างนี้ สารพัดใจนั้น คิดไปทุกแง่ทุกมุม นั่น...ใจอย่างนั้น ใจมันก็กังวล ใจเดือดร้อนวุ่นวายอย่างนั้น ไม่ใช่ใจที่สงบ อย่างที่เรามาทำอย่างนี้ มันก็มุ่งเพื่อความสงบ แต่ก็ต้องอาศัยการนึกคิด เพื่อต่อสู้กับสิ่งที่มันจะมาก่อกวนความไม่สงบของใจ เพราะการว่า หรือการบริกรรมอันใดอันหนึ่งอย่างนี้ มันเป็นเครื่องต่อสู้กันนี่ ต้องเข้าใจอย่างนั้น

สมมุติว่าใจเรานี้ไม่สบาย มันไม่สบายอันใด ก็จ้องเอาสิ่งนั้นมาคิด ทำไมอันนั้นไม่สบายใจ ไปวิตกอันใดใจจึงไม่สบาย เอาเรื่องนั้นมาพิจารณา ๆ ซักไม่เกิน ๕ นาที ใจนั้นก็จะเกิดความสงบ ใจก็สบาย แต่ทีนี้เราไม่เป็นอย่างนั้น ยิ่งคิด ยิ่งโศก ยิ่งเศร้า ยิ่งอาลัยอาวรณ์สิ่งอันนั้นให้เกิดขึ้น ใจก็ยิ่งเหี่ยวยิ่งแห้ง ยิ่งไม่มีกำลังวังชา หมดเรี่ยวแรง เลยป่วยไข้แทบตาย บางทีก็ตายเลย นี่มันเป็นอย่างนั้น นี่ไม่ใช่วิธีต่อสู้ มันไม่ใช่วิธีผลักดันเพื่อความเป็นผู้ชนะ มีแต่แพ้อยู่ตลอดเวลา อย่างนั้นไม่ใช่นักรบ ยื่นคอไปให้เขาฟันเลย นี่เป็นเช่นนั้น

บันทึกการเข้า


thee
Hero Member
*****
กระทู้: 1301


เข้มแข็งและมีเกียรติ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2009, 07:59:52 PM »

พ่อแม่ลำบากเลี้ยงเรา

 
วัดจันทารามที่หลวงปู่อุปสมบท
 
เมื่อเข้ามาเป็นนาคได้ฟังเทศน์ฟังธรรม ก็ให้หวนรำลึกถึงบุญของบิดามารดาว่าท่านลำบากมากนะที่เลี้ยงเรามา ฟังพระท่านเทศน์แล้วทำให้คิดว่า การมีครอบครัวเป็นความทุกข์อย่างมหันต์ เหมือนตกนรกทั้งเป็น แต่คนเราที่จะมองออกนั้นมองยาก เพราะถ้าจิตใจไม่สงบจริงๆ จะมองไม่เห็นโทษภัยของสิ่งเหล่านี้ได้เลย ถึงมองออกก็ไม่ชัดเจน ไม่ถึงจิตถึงใจ แทนที่จะเห็นเป็นยาพิษ แต่กลับเห็นเป็นแค่ขนมหวานๆ ชวนลิ้มชวนลอง ใจคนที่มีกิเลสส่วนมากก็ต้องคิดอย่างนั้น คำโบราณท่านว่าไว้น่าฟังมากว่า ?ดีๆ เอาไว้ให้ลูก สุกๆ เอาไว้ให้เมีย เสียๆ เอาไว้กินเอง?

อันนี้ถูกต้องที่สุด ผู้ชายดี ๆ ที่เขามีครอบครัวทางโลก เวลาทุกข์เวลาจนนั้น อย่างเช่นเดินเข้าไปในป่าอย่างนี้ ไปเจอต้นมะม่วงลูกดกร่วงลงมา ลูกสวย ๆ เอาไว้ให้ลูกกิน ลูกสุกๆ เอาไว้ให้เมีย ลูกเสียๆ เอาไว้กินเอง แต่เวลากินลูกเสียๆ ไม่ค่อยบอกลูกบอกเมีย เก็บไว้กินคนเดียว บางทีเขาจึงพูดแซวคนที่แต่งงานกันว่า ?สวยๆ เอาไว้ให้ลูก สุก ๆ เอาไว้ให้เมีย เสีย ๆ เอาไว้กินเอง? นั่นชีวิตทางโลกมันเป็นอย่างนั้น

ดีๆ เอาไว้ให้ลูก อันไหนสิ่งใดที่ดีๆ เก็บงำรักษาแสวงหาไว้ให้ลูกหมด คนที่เป็นพ่อเป็นแม่จึงลำบากมาก ไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง ทีนี้เมื่อคิดอย่างนั้นก็ยิ่งทำให้เราคิดมาก มาอยู่วัด ๙ วัน ๑๐ วัน คิดถึงสาวแทบเป็นแทบตาย พ่อแม่เลี้ยงมาแทบเป็นแทบตาย ยังไม่ได้ทดแทนพระคุณยังจะมานึกฝันหวานไปว่า ?บวชสึกแล้วจะไปแต่งงานกับแป้ง (คนรัก)? แทนที่จะคิดเรื่องพ่อเรื่องแม่ก่อน ใจมันกลับไปคิดถึงเรื่องผู้หญิงก่อน เพราะสัญญากันไว้ว่า บวชเสร็จ สึกแล้วจะไปขอ

บิดามารดาเป็นผู้ที่เกื้อกูลอุปการะเลี้ยงดู

คนเราทุกคนเมื่อไม่ได้เข้ามาอบรม มันก็เป็นสิ่งที่ไม่รู้ ไม่รู้ว่าเรานั้นมีธรรมะอยู่ในตัวของเรา แต่เรายังไม่ได้ใช้ เราเอาไปใช้กับโลกทั้งหมด เลยไม่เป็นอันที่จะเอามาใช้ในทางธรรม ความดีมันอยู่ที่ตัวเรานี่ ที่จะต้องทำ แต่ทีนี้เรามีพ่อมีแม่ พ่อแม่ก็มีคุณสมบัติในเรื่องทางโลก ต้องการให้ไปหาเงินหาทอง และต้องการให้มีครอบครัว นี่...ถ้าว่าถึงความจริงละก้อ มันเป็นตัวถ่วงอย่างมหันต์ มองดูให้ลึก ๆ มองดูให้ถึงใจที่สงบแล้ว การมีครอบครัว มีลูกมีเต้า เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน นั่นแหละมันแสนที่จะกังวลเดือดร้อนวุ่นวาย ไม่มีเวลาที่จะได้ทำบุญทำทาน โอกาสเวลาจะนั่งภาวนาก็ไม่มี แต่คนเราไอ้ทางโลกมันนิยมกันอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงว่ามันเป็นสิ่งที่ยาก เมื่อเป็นอย่างนั้นเข้าแล้วการที่นั่งภาวนารักษาศีลมันก็ไม่ค่อยมีเวลา

 
หนังสือสุทธิของหลวงปู่
 
ฉะนั้นทุกคนที่เกิดขึ้นมาบนโลก ต้องการความสุขอันแท้จริงของชีวิต แต่คนเราที่เกิดขึ้นมาในโลกแล้ว มันก็ย่อมมี ราคะ โทสะ โมหะ สิ่งทั้งปวงเหล่านี้เข้ามาครอบงำหัวใจ โดยที่เราไม่เคยฝึกหัดอบรมในสิ่งเหล่านี้ มันก็ย่อมลุ่มหลงไปตามธรรมดาของโลกเหล่านั้น

เพราะฉะนั้น เราเกิดมาทุกคนก็มีบิดามารดาเป็นผู้ที่เกื้อกูลอุปการะเลี้ยงดู เป็นปัจจัยสำคัญในชีวิต ถ้าไม่ได้ท่านทั้งสองเป็นผู้เลี้ยงดูอุดหนุนแล้ว ชีวิตก็ต้องแตกดับทำลาย หรือเป็นคนที่พิกลพิการต่างๆ นานา อย่างนี้เป็นต้น เมื่อวัยพอสมควรเลี้ยง ทะนุถนอมเลี้ยง พอมีวัยพอสมควรก็ให้การศึกษาเล่าเรียน อย่างนี้จนกระทั่งได้รับการศึกษาจนสำเร็จนิติภาวะ เป็นผู้ที่ได้สำเร็จในการศึกษาดีแล้ว หน้าที่บิดามารดาก็ต้องคิดให้สร้างโลกสร้างสงสาร เพื่อที่จะได้สืบตระกูลไปอย่างนั้นตามธรรมดาของใจ มันก็มีความปรารถนาดิ้นรนกระวนกระวายอยู่อย่างนั้น แล้วก็เลยต้องตามใจผู้ปกครองเรียกว่าบิดามารดาของเรา

การกระทำเช่นนั้น พระพุทธเจ้าทรงติเตียนประการหนึ่งโดยชั้นธรรมะสูงๆ แต่ก็ต้องเป็นตามนิสัยสัตว์โลกเปลี่ยนแปลงในภาวะ เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา

จนสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ขั้นพุทธกาล จนมาถึงพวกเราปัจจุบันนี้ สืบเนื่องกันมาอย่างนี้ แต่ว่านั่นแหละ ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เมื่อบุคคลได้เข้ามาอบรมฝึกหัด ปฏิบัติทำใจให้เกิดความสงบแล้ว ก็ย่อมจะเกิดความเบื่อหน่ายในวัฏฎสงสารของโลกทั้งหลายเหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้ามองกันในแง่ของวัตถุนานาประการแล้ว ความเจริญ ความรุ่งเรือง ก็น่าเป็นที่ลุ่มหลงเพลิดเพลิน น่ายินดี สนุกสนานร่าเริงด้วยประการต่าง ๆ ถ้ามองเข้ามาภายใน คือเรียกว่า ขจัดปัดเป่าใจของเราให้สงบแล้วอย่างนั้น เมื่อในขณะที่ใจของเราสงบอย่างนั้นแล้ว มองออกไป นึกคิดออกไปอย่างนั้น ก็มีแต่ผลสะท้อน คือให้ความวุ่นวายของใจนั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นี่เพราะฉะนั้น พวกที่มีคุณธรรมอย่างสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรืออริยสาวกผู้ที่ไกลจากกิเลส เหล่านี้เป็นต้น ท่านจึงหลีกเร้นไปอยู่ที่อันสงบสงัดเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวน เป็นอย่างนั้น เพราะสถานที่เหล่านั้นเป็นที่บำเพ็ญความสงบสงัดของใจท่านให้ได้รับความร่มเย็น


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 26, 2009, 08:08:14 PM โดย thee » บันทึกการเข้า


thee
Hero Member
*****
กระทู้: 1301


เข้มแข็งและมีเกียรติ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2009, 08:01:56 PM »






การอุปสมบท

เราบวชเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ เวลา ๑๖.๑๙ น. ณ พัทธสีมาวัดจันทนาราม อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โดยมี

พระครูครุนารถสมาจาร (เศียร) เป็นพระอุปัชฌาย์





พระครูพิพัฒน็พิหารการ (เชย) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ท่านพ่อลี ธมมธโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ได้ฉายาว่า ?จุนฺโท? แปลว่า ?ผู้หมดกิเลสเครื่องร้อยรัด?

ในขณะนั้นเรามีอายุได้ ๒๑ ปี ๑ เดือน กับ ๕ วัน จึงเป็นพระรูปแรกที่ท่านพ่อลีเป็นคู่สวดบวชให้ เมื่อบวชที่วัดจันทนารามเสร็จแล้ว ก็กลับมาจำพรรษาที่วัดทรายงามเป็นเวลา ๓ พรรษา ท่านพ่อลีกับพระอาจารย์กงมาท่านเป็นอาจารย์องค์แรกของเรา....

วัดจันทนาราม

วัดจันทนาราม ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจันทบุรี ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดโบสถ์เมือง ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เป็นวัดราษฎร์ เป็นที่อยู่ของเจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี-ระนอง-ตราด เดิมจริง ๆ วัดนี้มีต้นจันทน์ใหญ่หลายต้น ตั้งอยู่บริเวณบ่อน้ำในวัดนี้ อาศัยต้นจันทน์เป็นเหตุจึงตั้งชื่อว่า ?วัดจันทนาราม?

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 26, 2009, 08:09:51 PM โดย thee » บันทึกการเข้า


k-rong
Hero Member
*****
กระทู้: 1333


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2009, 10:33:15 PM »

...ขอบคุณท่านthee ที่นำประวัติหลวงปู่มาลงให้อ่านพร้อมกับวัตถุมงคลของหลวงปู่..อ่านประวัติหลวงปู่สองสามรอบแล้ว...แต่จะอ่านกี่รอบก็ยังน่าอ่านอยู่ตลอด....สาธุ สาธุ สาธุ
บันทึกการเข้า


อนัตตา
Moderator
Hero Member
*****
กระทู้: 9415



ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2009, 10:43:24 PM »

*ล็อตเกตท่านชอบจัง ตรงที่แปลกจากเดิมๆ ที่เราเคยน่ะครับ
ว่าแต่ใช่ล็อตเกตมัยครับ...
บันทึกการเข้า



ขึ้นชื่อว่าความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า
thee
Hero Member
*****
กระทู้: 1301


เข้มแข็งและมีเกียรติ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2009, 09:45:22 AM »

ใช่ครับแจกตอนงานพระราชทานเพลิงครับถ้าจำไม่ผิด
บันทึกการเข้า


thee
Hero Member
*****
กระทู้: 1301


เข้มแข็งและมีเกียรติ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2009, 10:34:43 AM »

พรรษาที่ ๑-๓ (พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๘๒)

จำพรรษาที่วัดทรายงาม ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง

จังหวัดจันทบุรี

วัดทรายงามตั้งอยู่บ้านหนองบัว ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เหตุที่ได้ชื่อว่า วัดทรายงาม ก็เพราะเหตุที่พื้นที่ในบริเวณวัดเป็นทรายขาวคล้ายสำลีงดงามมาก พระอาจารย์กงมา จึงอาศัยเครื่องหมายนี้ตั้งเป็นชื่อของวัด

วัดนี้มีเนื้อที่ ๓๑ ไร่ ๖๓ ตารางวา ทิศเหนือติดกับโรงเรียน ทิศใต้ติดต่อกับที่นายจู๊ด วิธีเจริญ ทิศตะวันออกติดต่อกับที่นายฉง บุญสร้าง ทิศตะวันตกติดกับถนนหลวง

ชาวบ้านผู้ที่อาสาจะไปนิมนต์พระอาจารย์กงมา มาอยู่ที่วัดทรายงาม มีนายเสี่ยน, นายหลวน, ผู้ใหญ่อึก, นายจิ๊ด, นายซี่, นายแดง รวมเป็น ๖ คน เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ปี พ.ศ. ๒๔๗๙

 
 ประตูทางเข้าวัดทรายงาม
 
เมื่อได้พบกับท่านอาจารย์กงมา ก็เข้าไปนิมนต์ ท่านอาจารย์จึงพูดขึ้นว่า

?ให้พวกโยมอธิษฐานดูเสียก่อน ถ้าดีก็มารับ ถ้าไม่ดีก็อย่ามา ให้พากันกลับไปเสียก่อน ให้ไปเสี่ยงความฝัน ถ้าฝันดีคอยมารับ ถ้าฝันไม่ดีก็อย่ามา?

ในขณะนั้นนั่นเองนายหลวนก็พูดขึ้นว่า

?ท่านอาจารย์ขอรับ กระผมฝันดีมาแล้ว ฝันก่อนจะมาเมื่อคืนนี้ คือฝันว่าได้ช้างเผือกสองตัวแม่ลูก รูปร่างสวยงามมาก แต่เมื่อเอามือลูบคลำเข้าแล้ว ช้างเผือกสองแม่ลูกเลยกลับกลายเป็นไก่ขาวไป?

ท่านอาจารย์ได้สดับเช่นนั้น นั่งนิ่งพิจารณาว่า

?เออ! ดี แล้วถ้าอย่างนั้นเราก็ตอบตกลงที่จะไปบ้านหนองบัว วันพุธขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ ตรงกับวันที่ ๑๗ มีนาคม (๒๔๗๙) ให้มารับ?

เมื่อถึงวันที่กำหนดชาวบ้านก็พากันมารับ ๔ คน คือ นายสิงห์, นายแดง, นายซี่, นายเสี่ยน

ถึงเวลาบ่าย ๔โมงตรง ไปกัน ๒ รูป คือพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ กับสามเณรอีกหนึ่งองค์ เมื่อมาถึงแล้วได้เข้าพักที่ป่าช้าผีดิบ (วัคทรายงามปัจจุบัน) ญาติโยมทั้งหลายที่รออยู่ได้กุลีกุจอพากันทำกระท่อมพอได้อาศัย พอตกเย็น ๆ มีคนพากันมาฟังเทศน์เป็นจำนวนมาก เมื่อท่านแสดงธรรมเสร็จทุกคนพากันเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง

อัศจรรย์โก่ขาว

ขอย้อนกลับไปเรื่องไก่ขาว ที่โยมหลวนเป็นคนฝัน แกฝันว่าได้ช้างเผือก ๒ เชือก แม่ลูก เมื่อลูบคลำแล้ว กลับกลายเป็นไก่ขาวไป

 
พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ
 
เรื่องความฝันน่าจะเป็นเรื่องเล่น แต่ถ้าความฝันกลายเป็นความจริงขึ้นมาแบบเป็นตัวเป็นตนนี้ความฝันนั้นมันก็นาอัศจรรย์อยู่ไม่น้อย เรื่องไก่ขาวตัวนี้ก็เช่นกัน ทำให้ชาวบ้านทั้งพระทั้งเณรพากันแตกตื่น เหมือนกับทุกคนจะบอกว่า มันแปลกดีนะ

ไก่ขาวตัวนี้เป็นไก่ของเจ๊กเบ๊ ห่างจากป่าช้าที่พระอาจารย์กงมาพักระยะทาง ๑ ทุ่งนา และต้องข้ามไปอีก ๑ ดอน (ประมาณ ๑ กม.) ในบ้านเจ๊กเบ๊นั้นมีไก่เยอะแยะ คืนวันที่พระอาจารย์กงมา มาถึงป่าช้าผีดิบ ก็เป็นวันเดียวกันกับที่เจ้าของไก่จะจับมันไปต้มยำมาเลี้ยงพระในตอนเช้า เจ๊กเบ๊เข้าไปไล่ตะลุมบอนจับมันในเล้า ตัวไหนก็ไม่เอา กะจะเอาตัวนี้มันอ้วนพีดีนัก เล้ามันสูงจับยังไงก็ไม่ได้ มันหนีตายสุดฤทธิ์ ในที่สุดเจ๊กเบ๊หมดความพยายาม คิดไว้ในใจว่าพรุ่งนี้จะเอาใหม่ คือจะฆ่าด้วยวิธีใหม่ กลางคืนฆ่ายาก จะพยายามฆ่ากลางวันแสก ๆ ด้วยการยิงเป็นต้น พอคิดอย่างนี้เสร็จก็เข้านอนเพราะความเหนื่อยล้าที่ไล่ฆ่าไก่ขาวไม่ได้

พอวันรุ่งขึ้นวันใหม่เท่านั้นแหละไก่ขาวตัวนั้นก็ได้ขันแต่เช้ากว่าเพื่อนเหมือนจะระบายอะไรบางอย่างที่อัดอั้นตันใจ ที่เขาเลี้ยงมาใช่อื่นใดนอกจากฆ่า สัตว์อื่นนอกจากเรานี้หนาไม่มีสัตว์อะไรที่จะซวยเท่า คือเขาเลี้ยงดีอย่างไร ก็เพื่อฆ่าแกงเท่านั้น เพื่อนที่ซวยที่อยู่ไม่ไกลนักอยู่ข้างคอกใกล้เคียงก็คือหมู ตอนเล็กๆ เจ๊กเขาก็เลี้ยงดีเหมือนกันกับเรา แต่พอโตขึ้นอ้วนๆ หายไปทุกที สงสัยไปตาย คิดอย่างนี้ไก่ขาวก็จิตใจไม่ดี เดินกระวนกระวายระมัดระวังภัยในวันนี้เป็นพิเศษเพราะ เมื่อคืนนี้รอดมาได้ วันนี้อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น คิดๆ เสร็จก็คุ้ยเขี่ยหาอาหารแต่เช้ามืด เพื่อตุนเอาแรง พร้อมๆ กับความไม่มั่นใจในการลอบหนีออกจากบ้าน

พอได้เวลาอรุณรุ่ง มองเห็นพอสลัวๆ แต่พอมองออกว่าอะไรเป็นอะไร เป็นเวลารำไร เมื่อพระอาทิตย์อุทัยส่องแสง ไก่ขาวก็รีบขัน กระโจนพุ่งโบยบินออกจากเล้า บินร่อนไปจับกิ่งไม้ขันไปเรื่อยๆ แต่มันไม่ไปที่อื่น มันดันตรงมาที่ชายวัดที่ท่านอาจารย์กงมาอยู่พอดิบพอดี เจ้าของคือเจ๊กเบ๊... ก็ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด พยายามไล่จับและไล่กลับ ไล่มันกลับไปที่บ้านตัวเองได้ถึง ๓ ครั้ง ๓ หน

 
ศาลาเก่าวัดทรายงาม
 
ครั้งที่ ๓ นี้มันสำคัญมาก ที่จะต้องจารึกไว้ในชีวประวัติของไก่ขาวตัวนี้ มันหนีมาแล้วบุกตะลุยแหวกผู้คนมาถึงกุฏิท่านอาจารย์กงมาเลยทีเดียว เจ๊กเบ๊ก็ไม่กล้าเข้าไปตาม มันก็อยู่ที่นั่นไม่ไปที่ไหนเข้าไปอยู่ใกล้ ๆ ท่านอาจารย์ หากินอยู่ที่นั่น นอนอยู่ที่นั่น แสดงถึงความเป็นผู้เจอะเจอที่สัปปายะ คนทั้งหลายก็มาดูมันอยู่ที่นั่น

อยู่มากันหนึ่งท่านอาจารย์ย้ายไปนอนกุฏิอื่นเจ้าไก่ขาวมันก็ตามไปด้วยท่านย้ายไปหลังไหนวันไหน มันก็ย้ายตามไปหลังนั้นวันนั้นเหมือนกัน เป็นอย่างนี้อยู่โดยตลอด ท่านอาจารย์สั่งสอนให้มันขึ้นไปนอนบนต้นไม้ต้นไหน มันก็ขึ้นต้นนั้น บอกให้หยุด...มันก็หยุด! บอกให้เดิน...มันก็เดิน! มันทำให้ท่านรักสงสารเหมือนมันรู้ภาษาท่านพูด

เมื่อท่านอาจารย์อ่านหนังสือวินัย เจ้าไก่ขาวก็ไปอยู่ข้าง นั่งอยู่ข้าง ๆ นอนอยู่ข้าง ๆ อย่างน่าอิจฉา มันเหลือบตามองบ้างดูบ้าง ดูหนังสือที่ท่านจับอยู่นั้น คนทั้งหลายก็เฮฮากันมาดู ต่างก็พูดว่า ?ไก่ตัวนี้มันเป็นอะไร?

ครั้นต่อมาอีกไม่นานนัก คนทั้งหลายก็เที่ยวล้อเล่นกับมัน หลอกมันต่าง ๆ นานา ด้วยความน่ารัก มันก็ชักจะรำคาญจึงเกิดการเตะตีคนขึ้น เป็นอันว่าใครมากวนมัน มันเตะเลย เมื่อเป็นเช่นนั้น

ศาลาหลังเก่าวัดทรายงาม

เด็กน้อยเด็กเล็กมากัด มาเล่นกับมัน มันเตะหมด ไม่มีใครกล้าทำอะไรมันเพราะมันเป็นไก่ท่านอาจารย์ไปแล้ว มันเตะคนก็อันตรายเพราะเดือนมันยาวๆ

ทายกทายิกาทั้งหลายภายในวัด จึงพากันคิดจะตัดเดือยมัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายแก่คน แต่เรื่องนี้เจ้าไก่ขาวมันคงคิดว่าเกิดอันตรายแก่มันในที่สุดมันถูกตัดเดือย ถูกตัดความเป็นผู้กล้าของมันออก

?แหม่... มันโมโหเป็นวรรคเป็นเวร โกรธจัดเหลือกำลัง วิ่งไปขันไปทั่วๆ บริเวณวัด มันแหกปากร้องจนน่ารำคาญ แต่ไม่ทำลายสิ่งของ ขี้ก็ไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน ขี้เป็นที่เป็นทางดี แต่มันไม่ยอมเล่นกับใคร ๆ ไม่ปันใจให้ใครอีกต่อไป?

บันทึกการเข้า


thee
Hero Member
*****
กระทู้: 1301


เข้มแข็งและมีเกียรติ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2009, 10:39:21 AM »


พระอุโบสถวัดทรายงาม


ในที่สุดเมื่อคนไล่มัน เล่นกับมันมากเข้า ไม่สงบ มันจึงไม่มาถิ่นแถวที่คนอยู่อีกต่อไป ไปอยู่ตัวเดียว หากินอยู่ตัวเดียว อยู่เดี่ยว ๆ เดียวดาย สงัดกาย สงัดจิตที่ศาลามุงกระเบื้องไกล ๆ โน้น เมื่อมันไปอยู่ที่ไกลๆ คนก็ตามไปกวนล้อเล่นกับมันอีก เพราะมันน่ารักตัวใหญ่ เป็นไก่โอก เป็นไก่เชื่อง ๆ

ในที่สุดมันรำคาญมนุษย์มากเข้าก็ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเจ๊กเบ๊ด้วยความเศร้าสร้อยเหงาหงอย เดินคอตก มันเดินไปมองดูก็รู้ว่ามันคอตก ๆ เป็นไก่เศร้าขาดความอบอุ่น เสียความรู้สึกที่ดี ๆ กับคนมาวัด แล้วก็ไม่เดินทางกลับมาอีกเลย มันคงคิดได้ว่า ?ถึงแม้เราจะอยู่ที่ใด เขาก็คงไม่คิดว่าเราเป็นคนดอก เขาคงเห็นเราเป็นไก่ ตายเกิดเอาชาติใหม่ดีกว่า มนุษย์นี้นอกจากจะยุ่งกับตัวเองก็ยังไม่พอ ยังมายุ่งกับเราส่งเป็นไก่ ไม่มีสัตว์ประเภทใดที่จัดทำให้มนุษย์พอใจในการละเล่น มนุษย์นี้เป็นเหมือนสัตว์ที่เป็นโรคประสาท เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย อีชอบอีก็ชม อีชังอีก็แช่ง ขนาดเราเป็นไก่ยังอดทนไม่ได้ มนุษย์เล่า! จะทนกันและกันได้อย่างไร??

เรื่องไก่ขาวนี้ ทำให้ฆราวาสญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์กงมา เปลี่ยนแปลงไปเยอะ บางคนถึงกับเลิกคิดจะฆ่าสัตว์ตลอดชีวิต บางคนตั้งสัจจะอธิษฐานจะรักษาศีลตลอดชีวิต บางคนก็เสียใจในสิ่งที่ตนได้กระทำกับไก่ไว้ แสดงอาการรู้สึกผิด แต่สำหรับบางคน มาดู ๆ แล้วก็ไป เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกง เรื่องไก่ขาวยังไม่จบ แต่กลัวจะยาวเกินไปจึงขอจบเพียงแค่นี้

น่าอัศจรรย์! น่าอัศจรรย์จริงๆ ความฝันกลายเป็นความจริง ก็คือโยมหลวนทำไมฝันได้แม่นยำอะไรขนาดนั้น ฝันว่าได้ช้างเผือก ๒ เลือกแม่ลูก อันหมายถึง พระอาจารย์กงมากับสามเณร แล้วเมื่อลูบคลำไปมา ช้างเผือกกลับกลายเป็นไก่ขาว และในที่สุดไก่ขาวตัวนั้นก็มาจริง ๆ ชนทั้งพลายที่รู้เรื่องนี้ก็อัศจรรย์ไปตาม ๆ กัน

และเรื่องไก่ขาวนั้นยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า ?ชะรอยจะมีบุคคลผู้มีบุญวาสนาเข้ามาบวช มาเกิดที่วัดทรายงาม จนกลายเป็นพระที่บริสุทธิ์สะอาดเหมือนดั่งขนของไก่ขาว และมีจิตใจอาจหาญในธรรมเหมือนไก่ขาวที่ไม่กลัวความตาย ไก่ขาวนี้น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี และไก่ขาวตัวนี้อาจจะกลายเป็นช้างเผือกตัวขาวตลอดในวงการพระพุทธศาสนา?

ช้างเผือกกลับกลายเป็นไก่ขาว

เรื่องช้างเผือกกลายเป็นไก่ขาวบางคนเขาก็ว่า ?ท่านอาจารย์กงมาต้องมาได้ลูกศิษย์ดีที่นี่? แต่มันก็แปลกตรงที่ว่า ในขณะที่ท่านอาจารย์กงมามาสอนธรรมะที่ป่าช้าผีดิบ (วัดทรายงามปัจจุบัน) นั้นตอนนั้นเราก็ไม่รู้เรื่องอะไร เป็นหนุ่ม ๆ อยู่ รักสนุกทางโลกอยู่ แต่กลับกลายเป็นว่าภิกษุที่เข้ามาบวชรูปแรก ถ้าจะนับในบรรดาพระทั้งหลายแล้ว เราเป็นองค์แรกที่บวชแล้วเข้ามาอยู่วัดทรายงาม มันประจวบเหมาะบันดลบันดาลใจให้บวชในขณะนั้น ทั้งที่อะไร ๆ ก็ไม่ค่อยอำนวย ไก่ขาวกลับกลายเป็นช้างเผือกที่วัดทรายงามจึงเกี่ยวข้องกับเราทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง ตั้งแต่เราออกบวชแล้ว คนหนองบัว ออกบวชกันตาม ๆ มามาก เช่น ท่านถวิล (พระอาจารย์ถวิล ท่านแบน (พระอาจารย์แบน) ฯลฯ

หลวงตามหาบัวพูดถึงชาวบ้านหนองบัว

 
หลวงตามหาบัวกับหลวงปู่เจี๊ยะ ในงานบุญครบรอบ ๕๐ ปีท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพ ณ วัดบ้านหนองผือ จ.สกลนคร
 
หลวงตามหาตัวพูดถึงหลวงปู่เจี๊ยะ ที่สวนแสงธรรมตอนหนึ่งว่า.....

?ท่านอาจารย์เจี๊ยะ บวชตั้งแต่สมัยท่านอาจารย์กงมาไปสร้างวัดทรายงาม พอบวชแล้วท่านก็อยู่ที่นั่นได้ไม่กี่ปี ก็ไปหาหลวงปู่มั่นที่เชียงใหม่ ออกจากเชียงใหม่ หลวงปู่มั่นก็ถูกนิมนต์ไปอุดรฯ ท่านอาจารย์เจี๊ยะก็ติดตามหลวงปู่มั่นไปอุดร ฯ หลวงปู่มั่นไปสกลนคร ท่านก็ติดตามไปสกลนคร เรา (หลวงตา) จึงพบท่านทีแรกที่สกลนคร

ท่านอาจารย์เจี๊ยะท่านไม่ค่อยเรียนอะไรมากมายนะ พอบวชแล้วก็ออกปฏิบัติเลยเชียว เล่าเรียนก็เล่าเรียนธรรมดา ไม่ใช่เพื่อสอบอะไร พ่อท่านเป็นคนจีน แม่ท่านเป็นคนไทยอยู่ที่หนองบัว

ตำบลหนองบัวทรายงามนี้รู้สึกว่าไม่ธรรมดานะ มีคนนิยมออกบวชปฏิบัติเยอะมาก อาจารย์เจี๊ยะนี้ท่านเป็นคนหนองบัวทรายงาม และมีท่านแบน (พระอาจารย์แบน วัดดอยธรรมเจดีย์) มหาเข็มที่อยู่วัดป่าคลองกุ้ง พระครูสันฯ ท่านถวิลฯ หนองบัวทรายงามนี้มีคนออกบวชเยอะ ถ้าจะเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ ทั่วประเทศไทยแล้ว ตำบลอื่นๆ สู้หนองบัวทรายงามไม่ได้ ออกบวชมาก แล้วท่านเหล่านี้ยังสามารถเป็นหลักปฏิบัติได้ คือหลักทางข้อปฏิบัติทางด้านจิตใจอันเป็น

 
หลวงตามหาบัวกับหลวงปู่เจี๊ยะ ที่สวนแสงธรรม พุทธมณฑล สาย ๓
 
ส่วนภายใน แล้วคนถิ่นแถวนี้ฉลาดด้วยนะ ฉลาดมาก คือครูบาอาจารย์องค์ไหน ที่โลกเขาเห็นว่าสำคัญ ๆ พระทางจันทบุรีไปถึงก่อนแล้ว เราจึงสังเกต เอ!... คนจันท์ฯ ฉลาดไม่ใช่เล่น ๆ นะ?

วัดป่าคลองมะลิ วัดยางระหง ก็สายปฏิบัติเหมือนกัน ท่านอาจารย์ลี วัดอโศการาม ท่านก็เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นเรานะ แล้วก็สืบสายมาเรื่อย ๆ พระจันท์ ฯ จึงมักจะไปอยู่แถวโน้น ครูบาอาจารย์องค์ไหนที่สำคัญ ๆ พระทางจันท์ ฯ จะมีอยู่ด้วยประจำ ๆ เพราะท่านตั้งใจจริง ๆ เสาะแสวงหาครูอาจารย์จริง ๆ วัดป่าบ้านตาดดูเหมือนไม่ต่ำกว่า ๕ องค์นะ แล้วมีมาประจำตั้งแต่สร้างวัดป่าบ้านตาดมา พระที่จันท์ ฯ ไปอยู่นู้น!... สับเปลี่ยนกันไปมาอยู่นู้น ไม่เคยขาดนะวัดป่าบ้านตาด ท่านพักก็อยู่กับเราที่นี่ แต่พอโยมแม่ท่านป่วย เราก็ให้ท่านไปอยู่ที่วัดเขาน้อยสามผาน เพื่อดูแลโยมแม่ เพราะไม่มีใคร

บันทึกการเข้า


หน้า: [1] 2 3 ... 39
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

nongkhai udon108


อุดรธานี ข่าวอุดรธานี ข่าวโคราช ข่าวหนองคาย เชียงใหม่ สกลนคร หนองบัวลำภู เลย พระเครื่อง ราคาทอง ราคาน้ำมัน ขายถูก เว็บ กระเทย udonthani อุดรธานี

eXTReMe Tracker
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.7 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.192 วินาที กับ 20 คำสั่ง