วิธีใช้งานไมโครเวฟแบบผิด ๆ ไม่อยากเปลี่ยนใหม่อย่าหาทำ

ใช้งานไมโครเวฟด้วยวิธีผิด ๆ ชีวิตอาจเปลี่ยนได้

ไมโครเวฟจัดได้ว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณได้แบบหลากหลาย ทั้งอุ่นอาหาร ทำอาหารมื้อเล็ก ๆ อบขนม (บางประเภท) ชงเครื่องดื่มแก้วโปรด หรือแม้แต่การละลายน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนอาหารแช่แข็งก็สามารถทำได้

แต่คุณรู้หรือไม่ว่าความสะดวกเหล่านี้ หากคุณใช้อย่างไม่ระมัดระวัง ไม่ได้ศึกษาวิธีการใช้อย่างรอบคอบ บางทีมันอาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายสุขภาพร่างกายของคุณ หรืออาจส่งผลเสียต่อระบบภายในของไมโครเวฟในระยะยาวก็ได้ และเพื่อความปลอดภัยของทุกคน วันนี้เรามาบอกต่อวิธีใช้ไมโครเวฟแบบผิด ๆ ที่ใครไม่อยากเปลี่ยนใหม่ หรือไม่อยากสุขภาพร่างกายแย่ อย่าหาทำเด็ดขาด

วิธีใช้ไมโครเวฟแบบไหนบ้าง ที่เป็นอันตราย ไม่ควรทำ?

อุ่นแก้วกาแฟกระดาษ

ข้อแรกคอแฟทั้งหลายต้องระวังให้ดี เพราะการใส่แก้วกาแฟที่เป็นกระดาษไปในไมโครเวฟ ความร้อนภายในเครื่องจะทำให้แก้วละลาย ยุบตัว และเกิดรอยรั่วได้ ทางที่ดีหากต้องการดื่มแบบร้อน ๆ แนะนำให้เทเครื่องดื่มใส่แก้วเซรามิคหรือแก้วที่ระบุว่าสามารถนำเข้าไมโครเวฟได้จะดีกว่า ได้ดื่มแบบหนำใจ แถมยังไม่มีสารเคมีปนเปื้อนอีกด้วย


อุ่นอาหารด้วยภาชนะรีไซเคิล

โดยปกติแล้วไม่ว่าจะเป็นภาชนะรูปแบบไหนที่มีส่วนผสมของ ‘โลหะ’ หรือ ‘พลาสติก’ ที่ไม่ทนต่อความร้อน ก็ไม่ควรจะนำเข้าไปในไมโครเวฟอยู่แล้ว เพราะเสี่ยงต่อการเกิดประกายไฟที่เป็นอันตราย ทั้งยังเสี่ยงต่อการรับประทานอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อนด้วย


อุ่นเครื่องดื่มจนเดือด

กลับมาที่เมนูเครื่องดื่มกันอีกครั้ง สาเหตุที่ไม่ควรอุ่นเครื่องดื่มจนเดือดนั้นเป็นเพราะ เมื่อของเหลวมาเจอกับความร้อนที่มากกว่า 100 องศาเซลเซียสขึ้นไป จะทำให้เกิดการปะทุภายในและเป็นอันตรายทั้งกับตัวไมโครเวฟ และตัวคนทำเอง ทางที่ดีควรแบ่งระยะการอุ่นเป็นช่วงสั้น ๆ ใช้แก้วทรงสูงหรือวางช้อนเอาไว้ในแก้ว เพื่อช่วยให้ของเหลวไม่เดือดไวจนเกินไป


ใช้เวลาอุ่นน้อยจนเกินไป

บางคนเข้าใจผิดว่าการเร่งอุณหภูมิให้สูงขึ้น สามารถใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่อทำให้อาหารสุกเร็วได้ ซึ่งวิธีนี้จะไม่สามารถใช้ได้กับอาหารชิ้นใหญ่หรืออาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เนื่องจากความร้อนที่เกิดขึ้นจะไม่มีการกระจาย ทำให้อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ หรือสุกเพียงแค่ภายนอกเท่านั้น (รับประทานอาหารดิบไม่ดีแน่) ทางที่ดีควรยืดเวลาอุ่นให้นานขึ้นไป แล้วใช้ความร้อนในระดับที่พอดี ๆ เพื่อให้อาหารสุกพร้อม ๆ กันจะดีกว่า


อุ่นอาหารทิ้งไว้ในไมโครเวฟ

พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับพ่อบ้านแม่บ้านที่ต้องทำงานบ้านจนหัวหมุน แต่ตอนนี้ยังเกิดขึ้นกับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องทำงานกันแบบ WFH ด้วย เพราะในวันที่คุณยุ่งแบบสุด ๆ อาจทำให้คุณเผลอลืมอาหารที่อุ่นแล้วไว้ในไมโครเวฟก็ได้ ตัวอย่างเช่น ป็อปคอร์นที่ไวต่อความร้อนมาก หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะทำให้ไหม้เกรียม และส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วได้


ภาชนะพลาสติกตัวทำอันตราย

ในพลาสติกมีสารเคมีที่ชื่อว่า Bisphenol A (BPA) ผสมอยู่ นั่นเป็นตัวอันตรายที่เข้าไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่องได้ แล้วยิ่งไปโดนความร้อนมาก ๆ สารพิษดังกล่าวก็จะไปแทรกซึมอยู้ในอาหาร ทางที่เทใส่ภาชนะที่เข้าไมโครเวฟได้จะดีที่สุด


วิธีใช้ไมโครเวฟแบบไหนบ้าง ที่เป็นอันตราย ไม่ควรทำ?
วิธีใช้ไมโครเวฟแบบไหนบ้าง ที่เป็นอันตราย ไม่ควรทำ?

ลืมใช้ฝาครอบอาหาร

ใครไม่อยากทำความสะอาดไมโครเวฟหลังใช้งานทุกครั้ง ก็อย่าลืมใช้ฝาครอบอาหารเอาไว้ด้วย เพื่อไม่ให้อาหารในถ้วยชามกระเด็นออกมาติดภายในตัวเครื่อง อีกทั้งการใช้ฝาครอบอาหารยังช่วยรักษาความร้อนให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ทำให้อาหารสุกกำลังดีทั้งภายในและภายนอก หรือหากใครไม่มีฝาครอบก็เลือกใช้เป็นจานหรือชามครอบแทนไว้ก็ได้ค่ะ (ต้องมีช่องระบายไอน้ำ)


หยิบอาหารที่อุ่นแล้วแบบไม่สวมถุงมือ

วิธีนี้บอกเลยว่าอย่าหาทำ เป็นวิธีที่ประมาทเอามาก ๆ เพราะอาหารที่อุ่นเสร็จใหม่ ๆ แน่นอนว่ามันร้อนสุด ๆ ดังนั้นห้ามใช้มือเปล่าหยิบออกมาเด็ดขาด ฉะนั้นควรป้องกันอันตรายด้วยการสวมถุงมือสำหรับไมโครเวฟ หรือใช้ผ้าหนา ๆ หยิบก็ได้เหมือนกัน ที่สำคัญผู้ปกครองควรแนะนำขั้นตอนนี้ให้บุตรหลานฟังเสมอ เพื่อไม่ให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น


ทั้งหมดนี้เป็นวิธีใช้งานไมโครเวฟแบบผิด ๆ ที่เรานำมาฝาก หากใครที่ห่วงร่างกายและต้องการถนอมไมโครเวฟ ก็อย่าหาทำเป็นอันขาด! ที่สำคัญอย่าลืมเลือกซื้อไมโครเวฟจากยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ เช่น ไมโครเวฟ LG, Samsung, Sharp ฯลฯ เพื่อให้มื้ออาหารของคุณสะอาดและปลอดภัยนะคะ

Leave a Reply

Your email address will not be published.

News

ซัมเมอร์ต้องระวัง เปิดอันดับโรคร้ายที่มากับหน้าร้อน

หน้าร้อนไม่ได้มีแค่แสงแดดแรง ๆ ที่ทำร้ายสุขภาพผิวเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับ ‘โรคร้าย’ ที่ทุกคนต้องเตรียมรับมืออีกด้วย จะมีโรคร้ายไหนบ้างที่อันตรายต่อมนุษย์ วันนี้เรารวบรวมข้อมูลสำคัญมาให้อ่านกันอีกแล้ว 7 อันดับโรคร้ายที่มาพร้อมกับหน้าร้อน อีกเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้า ประเทศไทยก็กำลังจะเข้าสู่หน้าร้อนแบบเต็มรูปแบบแล้ว แต่เห็นร้อน ๆ แบบนั้นแน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงแค่แสงแดดอันร้อนแรงเกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อากาศร้อนยังส่งผลโดยตรงต่อความแห้งแล้ง ที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ‘เชื้อแบคทีเรีย’ ดังนั้นในช่วงซัมเมอร์ที่จะใกล้จะถึง ทุกคนต้องเตรียมรัยมือและเฝ้าระวังโรคร้ายที่แอบแฝงมากับความร้อน เรามาดูกันดีกว่าว่าโรคร้ายหน้าร้อนจะมีอะไรบ้าง อาหารเป็นพิษ โรคยอดฮิตคืออาหารเป็นพิษ ที่เกิดขึ้นมาจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย รวมไปถึงอาหารประเภทสุก ๆ ดิบ ๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการท้องร่วง คลื่นไส้ ปวดท้อง ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน และอาจมีไข้ หรือปวดศีรษะร่วมด้วย โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคที่ติดต่อมาจากสัตว์สู่คน ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว ลิง วัว ค้างคาว เป็นต้น สามารถติดต่อได้จากการโดนกัดหรือถูกเลียบริเวณที่มีแผลถลอก เป็นโรคร้ายที่ยังไม่มียารักษาได้ ทางเดียวที่พอทำได้คือการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และรักษาตามอาการเท่านั้น อหิวาตกโรค เกิดมาจากการรับประทานอาหารและดื่มน้ำที่มีแบคทีเรียปนเปื้อน แต่อาการจะมีความแตกต่างจากอาหารเป็นพิษ ตรงที่อหิวาตกโรคจะมีอาการถ่ายอุจจาระบ่อย หรือมีมูกเลือดปน และมักมีไข้ร่วมด้วย […]

Read More
News

เชียงใหม่ Kick off เตรียมฉีดวัคซีนเด็ก หวังลดโอกาสติดเชื้อ

ละอ่อนเชียงใหม่ เข้ารับวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีส้ม วันนี้ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ประชาชนทั่วประเทศต้องรับมือและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม อย่างล่าสุด จังหวัดเชียงใหม่เตรียมฉีดวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีส้ม ให้กับเด็กอายุ 5 – 11 ปี เพื่อให้เด็ก ๆ ปลอดภัยห่างไกลจากโควิด-19 ให้ได้มากที่สุด หลังพบคลัสเตอร์กระจายในหลายโรงเรียน และหลายอำเภอทั่วทั้งจังหวัดเชียงใหม่ เชียงใหม่ผงะ! พบคลัสเตอร์โรงเรียนระบาดหนัก ซึ่ง ณ ขณะนี้ในจังหวัดเชียงใหม่เกิดคลัสเตอร์ขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งในบริษัท หน่วยงาน สถานที่จัดงาน รวมไปถึงในโรงเรียน โดยการระบาดในโรงเรียนจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มโรงเรียน คือ  โรงเรียนพิงครัตน์ พบ 2 ราย และโรงเรียนวชิรวิทย์ แผนกประถมศึกษา พบเพิ่ม 1 ราย รวม 2 ราย ซึ่งเป็นการแพร่ระบาดกันเองในกลุ่มนักเรียน อยู่ในระหว่างการสอบสวนและควบคุมโรค นอกจากนี้ยังพบการติดเชื้อกันในครอบครัว และพบมากขึ้นทุกวัน แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันผู้คนเริ่มป้องกันตัวเองลดน้อยลง ไม่ระวังตัว ป้องกันตนเองไม่ดี จนทำให้เกิดการสัมผัสผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น และหากไม่มีการกักตัวก็จะทำให้คนในครอบครัว หรือผู้ใกล้ชิดมีโอกาสผลบวกตามไปด้วย […]

Read More
News

144 ปี ร่วมรำลึกถึง ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่ล้านนา

ร่วมรำลึกถึงพระนักพัฒนา ครูบาศรีวิชัย หากใครที่มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่คุณอยากเดินทางไปเยือนสักครั้งคงจะต้องเป็นพระธาตุดอยสุเทพแลนด์มาร์คการท่องเที่ยวที่สำคัญของเชียงใหม่ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าประวัติของเส้นทางการขึ้นดอยแห่งนี้ไม่ธรรมดา เพราะนี่เป็นจุดเริ่มต้นของคำนิยามที่ไม่เคยมีใครได้รับ นั่นคือ ‘พระนักพัฒนา’ และหากคุณได้เดินทางไปเชียงใหม่แล้วกล่าวถามชาวบ้านว่าพระรักพัฒนาที่ว่าคือใคร ชาวบ้านก็พร้อมจะตอบเป็นเสียงเดียวกันแบบไม่ต้องคิดว่าบุคคลผู้นั้นคือ ครูบาศรีวิชัย ที่ท่านได้ทำการพัฒนาวัดวาอารมและถาวรวัตถุทางศาสนาอีกหลายสิบวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ครูบาศรีวิชัย ผู้สร้างหนทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งแต่เดิมวัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นวัดที่หากใครต้องการเดินทางไปนมัสการจะต้องเดินเข้าขึ้นไปด้วยความบากลำบาก โดยใช้ระยะเวลาในการเดินทางราว ๆ 4 – 5 ชั่วโมง แต่แล้วครูบาศรีวิชัย ก็ได้ทำการริเริ่มการสร้างหนทางขึ้นดอยสุเทพที่ได้รับความร่วมแรงร่วมใจจากชาวล้านนาในสมัยนั้น โดยใช้เวลาในการสร้างเพียงแค่ 5 เดือนเศษ ที่สำคัญยังไม่ใช้งบประมาณของรัฐอีกด้วย ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ที่ท่านเป็นร่มกาสาวพัสตร์ให้กับประชาชน ปฏิบัติศาสนากิจด้วยความบริสุทธิ์ใจ อีกทั้งยังพัฒนาวัดวาอารามที่เสื่อมโทรมทางภาคเหนือ ให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง แม้ว่าท่านจะไม่เคยได้รับสมณศักดิ์ใด ๆ ไม่มียศ หรือตำแหน่งทางคณะสงฆ์อย่างที่ควรจะเป็น แต่ท่านกลับได้รับความเลื่อมไสศรัทธาและได้รับความยกย่องจากชาวบ้านว่าเป็น นักบุญแห่งล้านนาไทย แต่ด้วยความประสบผลสำเร็จทั้งปวง และความมีชื่อเสียงอันแรงกล้าของท่าน นั่นจึงทำให้คณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่เกิดความไม่พอใจ ทั้งยังกล่าวหาเอาผิดท่านมากถึง 3 ครั้ง ด้วยการให้เหตุผลว่าท่านไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของคณะแขวง ทั้งยังไม่สนใจจารีตแบบแผนการปกครองของคณะสงฆ์ฉบับใหม่ ด้วยเหตุผลนานาประการจึงทำให้ท่านต้องถูกนำไปสอบอยู่ที่กรุงเทพฯ หลายครั้ง และในตอนนั้นเองก็เกิดเป็นคำพูดอมตะที่ยากจะลืมว่า “หากน้ำปิงไม่ไหลย้อนขึ้นเหนือ จะไม่ขอไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่” และท่านก็ทำอย่างที่เคยกล่าวไว้จริง ๆ […]

Read More